มิถุนายน 21, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

สส.กมลศักดิ์ หวังละหมาดฮายัตครั้งที่สาม เปิดโปงผู้บงการคดี ชี้อีกปัจจัยสำคัญคลี่คลายไฟใต้กว่า 20 ปี

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

       เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั้งบุรุษและสตรีหลายพันคน ได้เดินทางมาร่วมประกอบพิธีละหมาดฮาญัตและร่วมกันขอพร (ดุอาอ์) โดยมี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี เป็นผู้นำในพิธี

       หลังจากละหมาดเสร็จ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้พบปะพี่น้องที่ร่วมละหมาด โดยช่วงหนึ่งกล่าวว่า

       ท่านหวังว่าการละหมาดฮายัตครั้งที่สามนี้ จะยิ่งเปิดโปงคดีไปถึงผู้บงการ เพราะการละหมาดฮายัตสองครั้งที่ผ่านมา ทั้งที่นราธิวาสและยะลา พระเจ้าทรงรับการขอพรด้วยการเปิดโปงเบื้องหลังคดีทีละนิด แม้จะมีอุปสรรคใหญ่ พร้อมย้ำว่า คดีลอบสังหารตนสะท้อนส่วนหนึ่งว่าเหตุใดปัญหาไฟใต้กว่า 20 ปี จึงไม่จบลงได้ง่าย ดังนั้นคดีนี้จึงจำเป็นต้องสาวไปถึง “ผู้บงการ”

โดยท่านกล่าวว่า

“เหมือนพระผู้เป็นเจ้าได้ชี้ทางให้เห็นสิ่งที่มีมากกว่านั้น คือเราค้นพบว่า ทาง กอ.รมน. และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 โดยอ้าง ศอ.บต. ได้ใช้คำสั่งประกาศของ กอ.รมน. และอ้างอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อเรียกข้อมูลหมายเลขผู้ใช้บริการซิมการ์ดโทรศัพท์ทั้งหมดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมกว่า 2 ล้านหมายเลข ส่งให้หน่วยความมั่นคงเป็นรายวันทุกเดือน”

นายกมลศักดิ์เน้นย้ำว่า

“การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากข้อมูลการใช้โทรศัพท์มี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) คุ้มครองอยู่ อีกทั้งในปัจจุบันพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครบทุกอำเภอ โดยเหลือพื้นที่ประกาศใช้เพียงประมาณ 47 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น การนำกฎหมายพิเศษนี้มาอ้างเพื่อดึงข้อมูลของประชาชนทั้งหมดจึงไม่ถูกต้อง ซึ่งตนในฐานะ สส. และทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง จะต้องทำหน้าที่ติดตามและกระทุ้งเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการทบทวนโดยเร่งด่วนต่อไป”

      หลังจากนั้น นายกมลศักดิ์ ได้เปิดเผยความคืบหน้าทางคดีของตนว่า ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายนนี้ จะเดินทางไปขึ้นศาล ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นฝากขังครั้งที่ 6 สำนวนยังคงอยู่ที่พนักงานอัยการ และยังไม่ได้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 7 คนเป็นจำเลยต่อศาล

“การขึ้นศาลในวันจันทร์นี้ เป็นเรื่องสืบเนื่องจากทางฝ่ายผมได้ยื่นขอความเป็นธรรมกับอัยการ ขอให้มีการออกหมายเรียกเอกสารการติดต่อทางโทรศัพท์จากบริษัทผู้ให้บริการทั้ง 2 ค่ายในช่วงก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่าพนักงานสอบสวนจะรวบรวมได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งทางอัยการได้รับเรื่องและยื่นต่อศาลเพื่อขอ ‘สืบพยานล่วงหน้าก่อนฟ้อง’ โดยศาลได้เมตตาออกหมายเรียกให้ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มาสืบพยานและรับรองเอกสารในวันจันทร์นี้ ซึ่งเมื่อได้เอกสารฉบับนี้มา เราจะสามารถเห็นกระบวนการวางแผนทั้งหมดว่ามีการติดต่อสัมพันธ์กับใครบ้าง”

ทำไมคดีลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” จึงต้องสาวถึง “ผู้บงการ” เพื่อไขปมไฟใต้

      กรณีการลอบสังหาร คุณกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เป็นเพียงอาชญากรรมต่อตัวบุคคล แต่เป็นเครื่องสะท้อนถึงโครงสร้างปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อมากว่า 20 ปี การสอบสวนที่ต้องไปให้ถึง “ผู้บงการ” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลดังนี้

1. ทำลายวงจรผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายอำนาจมืด

      ในพื้นที่ความขัดแย้ง มักมีกลุ่มอิทธิพลที่ฉวยโอกาสใช้สถานการณ์สร้างความรุนแรงเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน การจับกุมเพียง “มือปืน” เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่การขุดรากถอนโคนถึงตัวผู้บงการ คือการเปิดโปงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อเลี้ยงความขัดแย้งให้คงอยู่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

2. หยุดยั้งวงจรความหวาดกลัว (Culture of Impunity)

      หากคดีจบลงแค่ที่มือปืนโดยไม่สามารถสาวถึงตัวการใหญ่ได้ จะสร้าง “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” (Impunity) ทำให้ผู้บงการยังคงมีอำนาจสั่งการต่อไป การนำตัวผู้บงการมาลงโทษเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมได้จริง

3. รื้อโครงสร้างปมปัญหาที่แท้จริง

      ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้มีความซับซ้อนและมีหลายตัวละคร หากกระบวนการยุติธรรมสามารถสาวถึงผู้บงการได้ จะช่วยให้เห็น “ภาพรวม” ว่าใครหรือกลุ่มใดที่ต้องการขัดขวางกระบวนการสันติภาพ หรือต้องการรักษาความขัดแย้งไว้ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากกว่าการมองว่าเป็นเพียงการก่อเหตุรายวัน

สรุป

       การสอบสวนคดีนี้ให้ถึงที่สุดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่เป็น “การทดสอบกระบวนการยุติธรรม” ว่าจะสามารถขจัดกลุ่มอิทธิพลที่แสวงหาประโยชน์จากความตาย และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนขึ้นมาได้หรือไม่ หากตัวการใหญ่ยังคงลอยนวล ไฟใต้ที่คุกรุ่นมากว่า 20 ปี ก็ยากที่จะดับลงได้โดยง่าย

คุณคิดว่าความล่าช้าในการจัดการกับผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง คืออุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่ไม่คลี่คลายลงใช่หรือไม่ครับ?


สรุปไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญในคดีลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ 20 มีนาคม 2569 จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2569 รวมเวลา 3 เดือนพอดี มีรายละเอียดดังนี้

วัน/เดือน/ปี เหตุการณ์สำคัญ
20 มี.ค. 69 เกิดเหตุลอบยิง: คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถยนต์ของ นายกมลศักดิ์ บริเวณหน้าบ้านพัก อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส (เวลา 01.09 น.) สส.กมลศักดิ์รอดชีวิต แต่คนขับรถและผู้ติดตามบาดเจ็บ
19 เม.ย. 69 ครบ 1 เดือน: ผู้นำศาสนาจัดพิธีละหมาดฮายัตครั้งแรกเพื่อขอพรและทวงถามความเป็นธรรม เจ้าตัวยืนยันเดินหน้าทำงานต่อ
23 เม.ย. 69 แถลงจับกุม: ตำรวจแถลงจับกุมผู้เกี่ยวข้อง 5 ราย (อดีตนาวิกโยธิน มือปืน เจ้าของอู่ และผู้สนับสนุน) พบรถที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถในความรับผิดชอบของ กอ.รมน. จังหวัดนราธิวาส
17 พ.ค. 69 พลังภาคประชาชน: 21 องค์กรชายแดนใต้จัดละหมาดฮายัตที่ จ.ยะลา ยื่น 6 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบหลักฐานการใช้โทรศัพท์เพื่อสาวถึงผู้บงการ
17 มิ.ย. 69 ความเคลื่อนไหวต่อเนื่อง: มีรายงานการสกัดกั้นพยานและหลักฐานสำคัญโดยข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ นำไปสู่การเรียกร้องให้มีการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ
20 มิ.ย. 69 รวมพลังครั้งใหญ่: จัดพิธีละหมาดฮายัตครั้งที่ 3 ณ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี พี่น้องประชาชนหลายพันคนร่วมละหมาดเพื่อสันติภาพ โดย สส.กมลศักดิ์ แสดงความหวังว่าจะสามารถเปิดโปงผู้บงการเบื้องหลังได้

ประเด็นสำคัญและข้อสังเกตจากคดี

  • ความเชื่อมโยงกับรัฐ: สังคมยังคงตั้งคำถามอย่างรุนแรง เนื่องจากรถที่ใช้ก่อเหตุมีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง (กอ.รมน.) และมีการพยายามทำลายหลักฐานที่อู่ใน อ.ตากใบ
  • เสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคม: ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ผู้นำศาสนาและเครือข่ายภาคประชาชนได้ใช้ “การละหมาดฮายัต” เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวเพื่อทวงถามความยุติธรรม โดยเชื่อว่า “ผู้บงการ” ที่แท้จริงยังลอยนวล
  • จุดยืนเรื่องสันติภาพ: ในการละหมาดฮายัตล่าสุด (20 มิ.ย. 69) ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมในคดี สส.กมลศักดิ์ เท่านั้น แต่ยังเป็นการย้ำถึงเป้าหมาย “สันติภาพที่ยั่งยืน” โดยให้ความสำคัญกับการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สังคมชายแดนใต้

      หมายเหตุ: การละหมาดฮายัตครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงถึงพลังสามัคคีของคนในพื้นที่ ทั้งการเข้าร่วมของผู้นำศาสนาและนักวิชาการ เพื่อกดดันให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างโปร่งใสและนำตัวผู้บงการมาลงโทษให้ได้

 1,424 total views,  1,424 views today