มิถุนายน 16, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

หากกระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ก็ยากแก้ไฟใต้: บทเรียนจากกรณีการจับกุมโดยไร้หลักฐานบันทึกภาพ

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความมั่นคงหรือการใช้อาวุธเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาคือ “ความไว้วางใจ” (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งความไว้วางใจนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งพาได้ มีความโปร่งใส และยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน

       หากกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ยังคงมีช่องว่างหรือข้อครหาเรื่องการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ หรือขาดความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ ก็ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การแก้ไขปัญหาไฟใต้เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

กรณีศึกษา: ช่องว่างที่นำไปสู่ข้อกังขา

     เหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 ณ จังหวัดปัตตานี ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าปิดล้อมจับกุมผู้ต้องสงสัยอายุ 27 ปี แล้วปรากฏบาดแผลหลายแห่งบนร่างกายผู้ถูกจับกุม ทั้งที่ไม่มีการบันทึกภาพและเสียงขณะเกิดเหตุโดยอ้าง “เหตุสุดวิสัย” เป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน

     แม้การตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในชั้นนี้ จะยังไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่ามีการกระทำทรมานเกิดขึ้นจริง แต่การที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถอธิบายที่มาของรอยช้ำบริเวณตาของผู้ต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการไม่มีบันทึกภาพขณะจับกุม ได้สร้าง “ช่องว่าง” แห่งความเคลือบแคลงใจที่ยากจะลบเลือนในสายตาของประชาชน

ทำไมและอย่างไร: ความโปร่งใสคือหลักประกันความยุติธรรม

     การปฏิบัติหน้าที่โดยขาดการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตามที่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ) กำหนดไว้นั้น ส่งผลกระทบเชิงลบหลายประการ

1. ทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐ

     เมื่อเกิดบาดแผลบนร่างกายผู้ถูกควบคุมตัว การไร้ซึ่งหลักฐานบันทึกภาพทำให้คำชี้แจงของเจ้าหน้าที่กลายเป็นเพียงการกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ซึ่งลดทอนความเชื่อมั่นจากสาธารณชน

2. ละเมิดมาตรฐานสากล

     การอ้าง “เหตุสุดวิสัย” เพื่อหลีกเลี่ยงการบันทึกภาพในขณะที่เทคโนโลยีปัจจุบันเอื้ออำนวย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความบกพร่องในการวางแผนและการจัดการภายในของหน่วยงาน ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนที่ไทยมีพันธกรณีระหว่างประเทศ

3. ความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ

     หากปราศจากกลไกตรวจสอบที่รัดกุม การจับกุมจะกลายเป็นพื้นที่สีเทาที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่เพียงแค่ตัวบุคคล แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้ความขัดแย้งขยายตัวมากขึ้น

สรุปและข้อเสนอแนะ

     กระบวนการยุติธรรมที่มีปัญหาคือ “เชื้อไฟ” ชั้นดีที่โหมกระพือความไม่เข้าใจและความโกรธแค้นในพื้นที่ หากรัฐยังไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยจากอำนาจรัฐเองได้ การแสวงหาสันติภาพย่อมเป็นเรื่องไกลเกินฝัน

ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง

• การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    กอ.รมน. ภาค 4 สน. ต้องไม่มองว่า พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน แต่ต้องมองเป็น “หลักประกัน” ให้แก่เจ้าหน้าที่เองหากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น โดยต้องเน้นย้ำให้การบันทึกภาพและเสียงเป็นวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่ขาดไม่ได้

• การบริหารจัดการอุปกรณ์

     ต้องมีการจัดสรรอุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงให้เพียงพอต่อจำนวนกำลังพลในทุกหน่วยปฏิบัติการ ไม่ใช่เพียงหน่วยเฉพาะกิจส่วนหน้า เพื่ออุดช่องว่าง “เหตุสุดวิสัย” ที่อ้างถึง

• ความชัดเจนในแผนปฏิบัติการ

     ก่อนการปิดล้อมหรือตรวจค้นทุกครั้ง ต้องกำหนดหน้าที่การบันทึกภาพและเสียงให้ชัดเจนในแผนผังปฏิบัติการ (Operation Plan) และมีการประเมินผลหลังปฏิบัติงาน (After Action Review) ทุกครั้งเพื่อปิดช่องว่างความผิดพลาด

    ความยุติธรรมที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่ความยุติธรรมที่แท้จริง และการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเริ่มต้นได้จริงก็ต่อเมื่อกฎหมายถูกบังคับใช้ด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน


การมองว่า พ.ร.บ. ทรมาน-อุ้มหายฯ เป็นอุปสรรค คือความเข้าใจที่ควรปรับเปลี่ยน

    การมองว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็น “อุปสรรค” ต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่ความมั่นคง เป็นความเข้าใจที่ควรปรับเปลี่ยนเสียใหม่ เพราะในความเป็นจริง การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างเคร่งครัดคือ “เกราะป้องกัน” ที่ดีที่สุดสำหรับรัฐและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

การปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้จะช่วยรัฐในมิติต่างๆ ดังนี้

1. เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของเจ้าหน้าที่ (Professional Shield)

     ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความขัดแย้งสูง เจ้าหน้าที่มักตกเป็นเป้าหมายของการถูกกล่าวหาว่า “ซ้อมทรมาน” เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนเกลียดชังรัฐ

  • เมื่อมีการบันทึกภาพและเสียง: หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานถูกต้องตามหลักสากล ภาพบันทึกเหล่านั้นจะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่หักล้างข้อกล่าวหาเท็จได้อย่างเด็ดขาด ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่จากการถูกฟ้องร้องหรือการทำลายชื่อเสียงโดยไม่เป็นธรรม

2. สร้างความยอมรับและลดการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง

ปัญหาใหญ่ที่สุดของไฟใต้คือ “ความไม่ไว้วางใจ” หากรัฐสามารถแสดงให้เห็นได้ว่ากระบวนการจับกุมมีความโปร่งใส มีกลไกการบันทึกภาพที่ตรวจสอบได้จริง

  • ลดอคติ: เมื่อประชาชนเห็นว่ารัฐเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข้ออ้างที่ว่า “รัฐเป็นผู้ร้าย” จะมีน้ำหนักน้อยลง
  • สร้างแนวร่วม: สันติภาพจะเกิดขึ้นได้เมื่อชาวบ้านรู้สึกว่าเจ้าหน้าที่คือ “ที่พึ่ง” ไม่ใช่ “ภัยคุกคาม” ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสข่าวสารความมั่นคงจะเพิ่มขึ้นตามความไว้วางใจที่ได้รับ

3. ยกระดับความเป็นมืออาชีพ (Institutional Standard)

การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นการบีบให้หน่วยงานรัฐต้องปฏิรูปวิธีการทำงานภายใน

  • วางแผนรัดกุม: การที่ต้องมีกล้องและบันทึกข้อมูลตลอดเวลา จะทำให้ผู้บังคับบัญชาต้องวางแผนการเข้าจับกุมให้ละเอียดและรอบคอบขึ้น ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดจากการใช้อารมณ์หรือการใช้อำนาจตามอำเภอใจ
  • วินัยดีขึ้น: พ.ร.บ. นี้ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรในสายตาชาวโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

4. ปิดช่องว่างการถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง”

เมื่อกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ (การจับกุม) มีความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักกฎหมาย

  • กลุ่มอิทธิพลหรือฝ่ายตรงข้ามรัฐจะไม่สามารถนำประเด็น “การซ้อมทรมาน” มาปั่นกระแสเพื่อโหมไฟใต้ให้รุนแรงขึ้นได้
  • การที่รัฐทำตัวให้โปร่งใส จะเป็นการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงตอบโต้จากความโกรธแค้นที่เกิดจากความไม่ได้รับความเป็นธรรม

บทสรุป

     การปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ซ้อมทรมานฯ ไม่ได้ทำให้รัฐ “เสียเปรียบ” หรือ “มือผูกมัด” ในการทำงาน แต่เป็นการเปลี่ยนจากการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ มาเป็นการใช้อำนาจแบบ “ความยุติธรรมที่มีหลักฐานประจักษ์” ซึ่งในระยะยาว จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างความสงบสุข เพราะความสงบที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการปราบปรามด้วยกำลัง แต่เกิดจากการยอมรับและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐนั่นเอง

หมายเหตุ

อ่านเนื้อหาข่าวฉบับดังนี้

กสม. แนะ กอ.รมน. ภาค 4 สน. กำชับเจ้าหน้าที่ติดกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์อย่างเคร่งครัด หลังปรากฏกรณีจับกุมผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงโดยอ้างเหตุสุดวิสัยไม่บันทึกภาพ

 1,116 total views,  1,116 views today

You may have missed