อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
(บทความความไม่เกี่ยวกับประชาชนคนเห็นต่างในโลกโซเซียล เจาะจงเฉพาะองค์กรและของของรัฐที่กินภาษีประชาชน ท่านยังอิสระในการแสดงความคิดเห็น)

บรรทัดฐานคำพิพากษาคดี IO: เมื่อ ‘ความจริง’ ปะทะ ‘ปฏิบัติการข่าวสาร’ ที่ฝังรากลึกในชายแดนใต้
ท่ามกลางความยินดีของภาคประชาสังคมหลังศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ กอ.รมน. ชดใช้ค่าเสียหายแก่ นางอังคณา นีละไพจิตร และ นางอัญชนา หีมมิหน๊ะ กรณีถูกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) โจมตีและด้อยค่าบนโลกออนไลน์ คำพิพากษานี้ไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการวางบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า “ปฏิบัติการ IO ของรัฐมีอยู่จริง” และไม่ใช่แค่เรื่องการคุกคามนักสิทธิมนุษยชนระดับประเทศเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้กับภาคประชาชนและสถาบันการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน
IO: จากนักปกป้องสิทธิฯ สู่สถาบันการศึกษา
ภายหลังคำพิพากษา นายสุรชัย ตรงงาม ทนายความคดีนี้ ชี้ว่านี่คือบรรทัดฐานในการคุ้มครองเสรีภาพประชาชนจากหน่วยงานรัฐที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ขณะที่นางอังคณาได้เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. ให้ยุติการยื่นฎีกาและหยุดปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
อย่างไรก็ตาม เสียงสะท้อนจากพื้นที่กลับบ่งชี้ว่า IO ไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่การโจมตีบุคคลสาธารณะ แต่ยังพุ่งเป้าไปที่ “โรงเรียนสอนศาสนา” และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณของคนในพื้นที่
เครือข่ายสามพี่น้องด้านการศึกษาอิสลาม นำโดย สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้, สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างออกมาเปิดเผยว่าพวกเขากำลังเผชิญกับการคุกคามทางโซเชียลมีเดียอย่างหนัก นับตั้งแต่ยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 จากกรณีพาดพิงสถาบันปอเนาะและตาดีกาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง
เครือข่าย IO กับวงจรการสร้างปีศาจ
ข้อมูลจากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงที่น่าตกใจระหว่างเพจที่โจมตีนักสิทธิมนุษยชน กับเพจที่ใช้ปฏิบัติการใส่ร้ายโรงเรียนปอเนาะและภาคประชาสังคมในพื้นที่
1. รูปแบบซ้ำเดิม: การใช้ชื่อเพจและชุดคำ (Key message) เดียวกับเครือข่าย IO ที่เคยถูก Facebook ลบบัญชีไปเมื่อปี 2564 เนื่องจากเชื่อมโยงกับ กอ.รมน.
2. ขยายผลสู่ Digital War: งานวิจัยโดย รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และ ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พบการใช้ “ถ้อยคำอันตราย” (Dangerous Speech) ผ่านบัญชีอวตารและเพจนิรนามกว่า 1,000 บัญชี เพื่อสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ที่ส่งผลต่อกระบวนการสันติภาพ
3. การคุกคามที่ไม่เคยหยุด: ตั้งแต่เว็บไซต์อย่าง Pulony ในอดีต จนถึงเพจอย่าง ฉก. นราธิวาส ในปัจจุบัน ประชาชนและนักกิจกรรมในพื้นที่ตั้งคำถามว่า การใช้ภาษีประชาชนมาทำ IO เพื่อสร้างภาพลักษณ์ “ปีศาจ” ให้กับคนทำงานการศึกษาและคนในพื้นที่นั้น คือการทำหน้าที่ปกป้องความมั่นคง หรือคือการทำลายความเชื่อมั่นของรัฐเองกันแน่?
บทสรุป: ความรับผิดชอบของรัฐบนทางแพร่ง
การโจมตีทางออนไลน์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นรุนแรงถึงขั้นมุ่งหมายถึงชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องความเห็นต่างทางการเมือง แต่เป็นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและศักดิ์ศรีของพลเมือง
คำพิพากษาคดีของอังคณา-อัญชนา อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการชำระล้างความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “คำตอบจากภาครัฐ” ว่าจะปล่อยให้กลไก IO ที่แฝงตัวอยู่ในคราบของหน่วยงานความมั่นคง ดำเนินการสร้างความเกลียดชังต่อไป หรือจะกล้าหาญพอที่จะปฏิรูปตนเองเพื่อยุติวงจรแห่งการละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้อย่างถาวร
เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐยังคงทำสงครามข้อมูลข่าวสารกับประชาชนของตัวเอง
สรุปและข้อเสนอแนะ
เมื่อศาลพิพากษาเป็นบรรทัดฐานแล้วว่า กอ.รมน. มีส่วนเชื่อมโยงกับปฏิบัติการ IO ที่ละเมิดสิทธิประชาชน ทางออกที่ยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่การจ่ายค่าชดเชย แต่ต้องเป็นการ “เปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” เพื่อหยุดวงจรการทำสงครามข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ดังนี้
1. การยอมรับความจริงและการเมืองที่กล้าหาญ (Political Will)
- หยุดการใช้ทรัพยากรภาครัฐทำลายประชาชน: นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. ต้องมีคำสั่งเด็ดขาดให้ยุติการทำ IO ในทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่ในคดีนี้ แต่ต้องรวมถึงการล้างบางบัญชีอวตารและเพจที่แฝงตัวอยู่ทั้งหมด
- นโยบาย “ไม่ฎีกา”: การยอมรับคำพิพากษาและไม่ยื่นฎีกาต่อจะเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องการ “ตัดวงจร” การทุ่มเทงบประมาณและเวลาไปกับการปกป้องความผิดพลาดของรัฐ และหันมาสร้างความเชื่อมั่นแทน
2. การปฏิรูปโครงสร้างและกลไกตรวจสอบ (Institutional Reform)
- โปร่งใสและตรวจสอบได้: ต้องมีการเปิดเผยงบประมาณและแผนการใช้สื่อของหน่วยงานความมั่นคงต่อสาธารณะ ภายใต้กฎหมายข้อมูลข่าวสารที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
- กลไกตรวจสอบจากภาคประชาชน: สนับสนุนให้มีคณะกรรมการอิสระที่ประกอบด้วยตัวแทนภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัล เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบกิจกรรมทางไซเบอร์ของหน่วยงานความมั่นคงเป็นระยะ
3. การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ “ความมั่นคง” เป็น “สันติภาพ”
- เปลี่ยนจาก “ศัตรู” เป็น “หุ้นส่วน”: รัฐต้องยุติการตีตราสถาบันปอเนาะ ตาดีกา หรือนักกิจกรรมในชายแดนใต้ว่าเป็นภัยความมั่นคง แต่ต้องปรับบทบาทเป็นการสร้างความร่วมมือทางการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิต
- กระบวนการรับฟังที่เป็นธรรม: แทนที่จะใช้ IO ในการด้อยค่าข้อเรียกร้อง รัฐควรใช้กลไกการพูดคุยสันติสุขอย่างเปิดกว้าง รับฟังข้อเสนอแนะของภาคประชาสังคม และมองความเห็นต่างในฐานะ “ข้อมูล” ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา ไม่ใช่ “ภัย” ที่ต้องกำจัด
4. การฟื้นฟูเยียวยาและสร้างความเป็นธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice)
- การขอโทษอย่างเป็นทางการ: ในกรณีที่ศาลไม่ได้สั่งให้ขอโทษ รัฐควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการเผยแพร่ความจริงผ่านสื่อของรัฐว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาด และขอโทษผู้ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อฟื้นฟูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กลับคืนมา
- กฎหมายคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ: ผลักดันให้มีกลไกคุ้มครองนักกิจกรรมและภาคประชาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้เกิดการคุกคามในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต
ทางออกที่ยั่งยืนที่สุด คือการที่รัฐเปลี่ยนวิธีคิดจากการ “สร้างความเกลียดชังเพื่อความอยู่รอดของอำนาจ” มาเป็นการ “สร้างความไว้วางใจเพื่อความอยู่รอดของสันติภาพ” เพราะหากรัฐยังคงมองประชาชนเป็นศัตรูที่จะต้องเอาชนะด้วยสงครามข่าวสาร แม้ศาลจะตัดสินกี่ครั้ง ความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่ก็จะยิ่งถดถอยลงไปเรื่อยๆ
ในฐานะที่คุณเป็นทั้งนักวิชาการและผู้ประสานงานในพื้นที่ ท่านคิดว่ากลไกใดของภาคประชาสังคมหรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ที่จะสามารถกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เป็นรูปธรรมมากที่สุดครับ?
หมายเหตุ อ่านเพิ่มเติม
1.เว็บไซต์ pulony นี้เอาภาษีพวกเรามาโจมตี สร้างปีศาจให้คนเข้าใจผิดเรา ปอเนาะ โต๊ะครู คนทำการศึกษาและปกป้องคนของรัฐ
(โปรดดูใน http://pulony.blogspot.com/2019/04/?m=1)
2. เนื่องด้วย เครือข่ายสามพี่น้องด้านการศึกษาอิสลามอันประกอบด้วย สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ นำโดยนายขดดะรี บินเซ็น นายกสมาคมสมาพันธ์ฯ สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดยนายมูลหมัดชูวารี สาแล นายกสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดยนายอับดุลมูไฮมีน สาและ ประธานมูลนิธิ ได้ถูกคุกคามทางโซเซียลมีเดีย จากเพจ กลุ่มข่าว และบุคคล ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง Facebook, X, Instragram, Tiktok เป็นต้น ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 หลังทำหนังสือร้องเรียนนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาย้ายแม่ทัพภาคที่สี่หลังท่านพาดพิงสถาบันปอเนาะและตาดีกา แบบเหมา กล่าวคือเป็นแหล่งบ่มเพาะจนถูกทำไอโอ
โดยมีการใช้ข้อความใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันและสมาชิก โดยแกนนำที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อเรื่องนี้ ตามที่เป็นข่าวในสื่อ
โดยก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ได้ยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หนึ่งข้อเรียกร้องก็คือตรวจสอบการใช้ปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO ที่เป็นการคุกคามสถาบันและบุคคล อีกทั้งยังพบว่ามีการปฏิบัติการเช่นเดียวกันกับประชาชน นักข่าว นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ส่งผลกระทบกับกระบวนการสันติภาพ
ทั้งนี้ หลังจากการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พบว่ายังมีการโจมตีใส่ร้ายมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากเพจทางการของ ฉก.นราธิวาส ดังหลักฐานในลิงก์
https://www.facebook.com/share/v/1JJRUtTLg8/?mibextid=wwXIfr
ซึ่งนอกจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงแล้ว ยังมีการเชื่อมโยง ยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังที่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เพจที่ดำเนินการใส่ร้ายอยู่นั้น มีชื่อเพจและการกระทำในลักษณะเดียวกับเพจที่ทางเฟซบุ๊กได้ทำรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ระบุว่าได้ลบบัญชี 77 บัญชี 18 กลุ่มข่าว และ 18 กลุ่มในอินสตาแกรม ที่พบว่าเป็นปฏิบัติการ IO ที่เชื่อมโยงกับ กอ.รมน.
สอดคล้องกับรายงานปฏิบัติการของการสร้างความเกลียดชังบนโลกออนไลน์ กรณีความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศึกษาการใช้เพจโซเชียลระหว่างปี 2563 – 2564 ในการสร้างความเกลียดชังผ่าน Hate Speech โดย รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และ ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี พบบัญชีที่มีพฤติกรรมเช่นเดียวกันกว่า 1,000 บัญชี
สำหรับกรณีของดิฉัน เมื่อตรวจสอบตัวอย่างเพจที่ใช้ข้อความโจมตีใส่ร้าย ยกตัวอย่าง 10 บัญชีที่ได้ยื่นแจ้งความไปนั้น มีลักษณะการตั้งชื่อและใช้ชุดข้อความเดียวกับเพจที่ทางเฟซบุ๊กได้ลบบัญชีไปแล้วเมื่อปี 2564 เช่น
- ทันข่าวภาคใต้
- เรื่องราวชายแดนใต้/ข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้
- ข่าวสามจังหวัดชายแดนใต้
- ใต้พรมชายแดนใต้
- ค้นข่าวชายแดนใต้
- เปิดโปงขบวนการ BRN
เป็นต้น
และตรงกับการตรวจสอบล่าสุดที่มีไม่ต่ำกว่า 30 เพจ เคลื่อนไหวจากข่าวที่เกิดขึ้นในลักษณะใส่ร้ายโจมตีสร้างความเกลียดชัง โดยมีชื่อเพจตรงกับรายงานของเฟซบุ๊ก และมีชุดคำเดียวกัน
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมไปยังบัญชีผู้ใช้ ทั้งในเพจที่ไม่มีแหล่งที่มาแล้ว บางเพจที่มีภาพคนแต่เป็นบัญชีนิรนามและอวตาร ที่เข้ามาคอมเมนต์และแชร์ไปยังกลุ่มข่าวต่าง ๆ อีกกว่า 1,000 บัญชี ซึ่งเมื่อรวมจำนวนผู้ติดตามและแชร์ข่าวที่เป็นข้อความที่เป็น Fake News กระจายไปไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบัญชี
รายงานการวิจัยของ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และ ผศ.ดร.อันวาร์ กอมะ ยังพบด้วยว่าชุดคำที่ถูกนำมาใช้ เป็นการใช้ถ้อยคำอันตราย (Dangerous Speech) ที่ทำให้เกิดความรุนแรงได้
และยังพบด้วยว่า เพจดังกล่าวได้มีปฏิบัติการกับประชาชน นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถูกส่งต่อชุดข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง กระจายไปภายนอกจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งนอกจากกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อ สิทธิเสรีภาพของประชาชนแล้ว ยังกระทบต่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และส่งผลกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่กำลังเข้าสู่ Digital War ด้วย
ทั้งนี้ เราเคยโดน IO เมื่อครั้งออกมาแถลงข่าวต่อสู้กับรองแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อปี 2562
(อ้างอิงและอ่านเพิ่มเติมใน https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_284308)
764 total views, 764 views today


More Stories
จะนะ: ผู้ผลิตระดับมหภาคบนความย้อนแย้งของค่าไฟที่พุ่งสูง คำถามใหญ่จากจะนะ ทำไมเรายังต้องค่าไฟแพง
เปิดฉากมิติใหม่! ชายแดนใต้คึกคัก ดัน “Soft Loan ผ่านสหกรณ์อิสลาม” ปลดล็อกทุนฐานราก สร้างสุขภาวะ-การศึกษาที่ยั่งยืน
ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO): อุปสรรคสำคัญที่กัดเซาะบรรยากาศแห่งสันติภาพชายแดนใต้