ดร.ชาร์รีฟท์ สือนิ ศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี
ส่วนหนึ่งที่ได้จากการสะท้อนการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการเพื่อปักหมุดเดินต่อการกำหนดพิมพ์เขียว Blueprint การขับเคลื่อนการศึกษาจังหวัดปัตตานีต่อไป
การประชุมหารือเพื่อกำหนดพิมพ์เขียวการขับเคลื่อนการศึกษาจังหวัดปัตตานี ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ โรงเรียนสาธิตวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ประเด็นการพูดคุย: เพื่อวางกลยุทธ์ ยกระดับคุณภาพการศึกษาและแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กปัตตานี โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
๑. ปัญหาและอุปสรรคของการศึกษาในพื้นที่
- ความเหลื่อมล้ำทางภาษาและวัฒนธรรม เด็กในปัตตานีส่วนใหญ่ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ (First Language) แต่โรงเรียนใช้ภาษาไทยในการสอน ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าเด็กที่เรียนในภาษาแม่จะมีพัฒนาการเร็วกว่าถึง ๕ เท่า ทำให้เด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เสียเปรียบในการแข่งขันกับเด็กในเมืองหรือจังหวัดอื่นที่ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
- ภาวะ “นวัตกรรมเฟ้อ” ที่ผ่านมามีการสร้างนวัตกรรมการเรียนการสอนมากมายในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการหรือวิทยฐานะของครูและผู้บริหาร แต่กลับไม่สามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้จริง มีหลากหลายนวัตกรรม แต่ผลสัมฤทธิ์ยังอยู่ในระดับที่ไม่พึงพอใจ
- ขาดความต่อเนื่องของนโยบาย ทิศทางการศึกษาเปลี่ยนไปตามรัฐมนตรี ทำให้การทำงานในระดับพื้นที่ทำได้ลำบาก
- การแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน การอ่านซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด สมรรถนะ และหลักสูตรที่ซ้ำซ้อนโดยเฉพาะนักเรียนเรียนมากเกินไป
๒. การกำหนดทิศทางและเป้าหมายร่วมของจังหวัด
- การสร้างอัตลักษณ์ มุ่งกำหนดคุณลักษณะของเด็กปัตตานีให้เป็นเอกภาพ โดยให้ทุกหน่วยงาน (ศึกษาธิการจังหวัด, อบจ., เทศบาล, สพป./สพม.) ยอมรับและประกาศเป็นนโยบายร่วมกัน
- การ “Set Zero” หรือ Restart ทางการศึกษา ทลายกำแพงระหว่างหน่วยงานอย่างไร้สังกัด เพื่อสร้างเป้าหมายระดับพื้นที่ (Area-based Goal) ให้เป็นทิศทางเดียวกันทั้งจังหวัด
- การวัดผลและยกระดับผลสัมฤทธิ์ (Assessment & Achievement) ระบบวัดผลเชิงพยากรณ์ (Predictive Measurement) เสนอให้จังหวัดมีเครื่องมือวัดผลของตัวเองเพื่อทดสอบเด็กล่วงหน้า การสอบ Pre-O-NET เพื่อพยากรณ์คะแนน NT หรือ O-NET จะได้รู้จุดอ่อนและเข้าแก้ไข (Intervene) ได้ทันท่วงทีก่อนสอบจริง และหาจุดอ่อนเพื่อเข้าแก้ไขได้ทันท่วงที
- การแก้ปัญหา “นวัตกรรมเฟ้อ” ปรับเปลี่ยนจากการมุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อตำแหน่งทางวิชาการมาเป็นการใช้นวัตกรรมที่เพิ่มผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้จริง
- การพัฒนาครูแบบตรงเป้า เปลี่ยนจากการอบรมแบบ “หว่านแห” ที่สิ้นเปลืองทรัพยากร มาเป็นการพัฒนาครูตามข้อมูลที่ได้จากการวัดผลเชิงพยากรณ์ เพื่อปิดช่องว่างทางการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง การพัฒนาครูตามข้อมูลผลสัมฤทธิ์ที่ขาดหายไปของเด็ก
- การพัฒนาหลักสูตรอิงบริบทพื้นที่ (Area-based Curriculum) ออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์ 4 ลักษณะของปัตตานี คือ เมือง ป่า นา และทะเล เช่น การนำเรื่องปูม้าหรือทรัพยากรทางทะเลมาเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรสถานศึกษาที่มีบริบทพื้นที่ชายทะเล
- การแก้ไขปัญหาผลสัมฤทธิ์เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อปัญหาฐานรากควรได้รับการแก้ไขก่อน ปัญหาปากท้องของนักเรียน ปัญหาขาดเรียนบ่อย ปัญหาวันหยุดราชการ และวันสำคัญๆต่างๆที่มีการปิดในทุกเทศกาลของทุกศาสนา
๓. การสนับสนุนและงบประมาณ
- งบประมาณจากหน่วยบริหารเชิงพื้นที่ (บพท.) โดยมีมหาวิทยาลัยเป็นผู้สนับสนุนด้านวิชาการ และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา โดยเฉพาะสำนักงานการศึกษาเอกชนและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาที่มีกลุ่มประชากรวัยเรียนจำนวนมากที่สุดร่วมกันขับเคลื่อน โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นหลัก
- การขยายผลในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ปัจจุบันมีโรงเรียนนำร่องในพื้นที่นวัตกรรม ๖๖ แห่ง โดย ๓๒ แห่งแรกมีความก้าวหน้าไปมาก และกำลังเร่งขยายผลไปยังอีก ๒๓ แห่งที่เหลือให้มีมาตรฐานเดียวกัน และสถานศึกษาพื้นที่นวัตกรรมควรใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะเหมือนกันทุกโรง และภาพความสำเร็จยังไม่เกิดขึ้น ทำให้สถานศึกษาเกิดความลังเลใจในการเข้าร่วมโครงการพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
๔. ปัญหาด้านโครงสร้างและอุปสรรคเชิงวัฒนธรรม
- ความซับซ้อนของโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ ที่มี “๔ แท่ง” (สพฐ., สอศ, สกศ, สป.(สกร., สช.)) ซึ่งแยกส่วนกันทำงาน ทำให้การบูรณาการแผนการศึกษาในระดับจังหวัดให้เป็นทิศทางเดียวกันทำได้ยาก และเป็นสิ่งท้าทายให้กับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดในฐานะเป็นผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการระดับพื้นที่ เมื่อไม่สามารถปรับโครงสร้างได้ ควรมาปรับกระบวนการทำงาน
- ช่องว่างทางภาษา งานวิจัยระบุว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่จะเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กที่ใช้ภาษาไทยถึง ๕ เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่ต่ำกว่ามาตรฐานชาติ
- เวลาเรียนและปัจจัยทางสังคม ปัญหาความซ้ำซ้อนของเวลาเรียนระหว่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม (สช.) กับโรงเรียนตาดีกาเกิดความซ้ำซ้อนด้านเนื้อหา ทำให้เป็นภาระให้กับนักเรียน กิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมต่างๆส่งผลกระทบต่อเวลาเรียนของนักเรียน โดยแต่ละปีการศึกษา มีจำนวน ๒๐๐ วัน แต่นักเรียนได้เรียนจริงเพียงแค่ร้อยละ ๔๗ รวมถึงปัญหาภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม) และปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทำให้เวลาเรียนของเด็กในพื้นที่น้อยกว่าจังหวัดอื่น
๕. กลไกการขับเคลื่อนและภาคีเครือข่าย
- การดึงภาคเอกชนเข้าร่วม ข้อเสนอให้มีระบบ CSR จากบริษัทเอกชนในจังหวัด เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาหรือการฝึกอาชีพอย่างเป็นระบบ
- คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและจุดเน้นควรเข้ามามีบทบาท ในการตัดสินใจและสะท้อนปัญหาด้านการศึกษาร่วมกันเนื่องจากมีผู้แทนแต่ละหน่วยงาน
- การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย บทบาทของ มอ.ปัตตานี ในการเป็น “Think Tank” (คลังสมอง) สนับสนุนงบวิจัยและเครื่องมือวิชาการ เพื่อช่วยให้หน่วยงานปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้นและมีผลงานทางวิชาการรองรับ
ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการพูดคุยในการนำเรียนข้อมูลและขอเข้าพบคุยอย่างเป็นทางการกับท่านพาตีเม๊าะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และท่านจิรัสย์ ศิริวัลลภ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (ดูแลด้านสังคม) และสร้างการรับรู้ให้กับหน่วยงานการศึกษาจังหวัดปัตตานีเพื่อนำไปสู่การกำหนดวาระการศึกษาจังหวัดต่อไป
191 total views, 191 views today

More Stories
จากข้อเสนอ “สามพี่น้อง” สถาบันการศึกษาอิสลาม สู่โต๊ะเจรจา: ก้าวสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาชายแดนใต้ ลดรอยร้าว ขจัดภาพลบ กระแสการปฏิรูปและพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังขยับตัวอย่างมีนัยสำคัญ
อำเภอเบตง จัดประชุมบูรณาการมาตรการรักษาความปลอดภัย ครู-บุคลากร และสถานศึกษา เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปี 2569
ฉีกกฎห้องเรียนแบบเดิม! I-Tech มิติใหม่แห่งการเรียนรู้: เมื่อ “ศาสนา” ผสาน “เทคโนโลยี” สร้างสื่ออย่างมืออาชีพ