อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

“การเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้งที่รุนแรงและการเผชิญหน้ากันระหว่าง “ผู้สนับสนุน” และ “ผู้คัดค้าน” โครงการจะนะเมืองอุตสาหกรรม มาสู่การใช้กระบวนการ SEA (Strategic Environmental Assessment) หรือการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการทำ “สานเสวนา (Dialogue)” ตลอดไม่ต่ำกว่า 4 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนที่มีคุณค่า”
นี่คือประเด็นวิเคราะห์ว่าทำไมโมเดล “จะนะ” ถึงอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่การแก้ปัญหาไฟใต้ที่ติดหล่มมานานกว่า 20 ปี
1. จาก “แพ้-ชนะ” สู่ “เป้าหมายร่วม” (Common Ground)
ในอดีต การเจรจาสันติภาพชายแดนใต้เปรียบเสมือนการต่อรองบนฐานของอำนาจและอุดมการณ์ซึ่งหาจุดจบได้ยาก แต่กรณีจะนะเริ่มเปลี่ยนโจทย์จาก “จะสร้างหรือไม่สร้าง” มาเป็น “เราจะพัฒนาบ้านเกิดอย่างไรให้ยั่งยืน”
- กระบวนการ SEA: บังคับให้ทุกฝ่ายต้องวาง “ธง” ของตัวเองลงชั่วคราว เพื่อเอาข้อมูลชุดความจริง (Fact) มาวางบนโต๊ะ
- ผลลัพธ์: เมื่อข้อมูลความรู้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างมีอารยะ ความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้จะลดลง และเปลี่ยนเป็นการหาจุดสมดุลระหว่าง “เศรษฐกิจ” กับ “สิ่งแวดล้อม”
2. สานเสวนา (Dialogue) vs การเจรจา (Negotiation)
โต๊ะเจรจาสันติภาพชายแดนใต้ที่ผ่านมามักเป็นการ “เจรจา” เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง แต่โมเดลจะนะใช้ “สานเสวนา”
- ฟังเพื่อเข้าใจ: ไม่ใช่ฟังเพื่อหาช่องโหว่มาโต้แย้ง
- ความเท่าเทียม: คนในพื้นที่ (ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือต่าง) มีเสียงเท่ากับนักวิชาการหรือข้าราชการจากส่วนกลาง
- บรรยากาศ: การใช้เวลาเกือบ 3 ปีช่วยลดอุณหภูมิความโกรธแค้น และสร้างความไว้วางใจ (Trust Building) ซึ่งเป็นสิ่งที่โต๊ะเจรจาสันติภาพกระแสหลักขาดหายไป
3. การมีส่วนร่วมจาก “ล่างขึ้นบน” (Bottom-Up)
บทเรียนสำคัญคือ กระบวนการสันติภาพที่ผ่านมามักถูกกำหนดโดย “คนบนหอคอยงาช้าง” หรือตัวแทนระดับสูง แต่ SEA ของจะนะบีบให้กระบวนการต้องลงไปถึงระดับรากหญ้า
- หากโมเดลนี้ถูกนำไปใช้กับไฟใต้ นั่นหมายถึงการดึง “ภาคประชาชน” เข้ามาเป็นตัวละครหลัก (Third Track) ไม่ใช่แค่การคุยกันระหว่าง “รัฐไทย” กับ “ผู้เห็นต่าง” เพียงสองฝ่าย
4. ความท้าทายสู่การเป็นโมเดลระดับชาติ
แม้จะดูมีความหวัง แต่การจะยกระดับเป็นโมเดลสันติภาพชายแดนใต้ยังมีโจทย์ใหญ่
- ความจริงใจของรัฐ: รัฐต้องยอมรับผลของ SEA อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ทำเพื่อซื้อเวลาหรือสร้างความชอบธรรมให้โครงการเดิม
- การขยายผล: จะทำอย่างไรให้ความสำเร็จในการคุยเรื่อง “ปากท้องและทรัพยากร” ข้ามไปสู่การคุยเรื่อง “อัตลักษณ์และสิทธิปกครองตนเอง” ได้
บทสรุป
หากการประชุม ครม. สัญจรที่สงขลาในเดือนมิถุนายนนี้ รัฐบาลสามารถโชว์ผลลัพธ์ของ SEA ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จริง มันจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “ทางออกของความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่การใช้อำนาจ แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คนเห็นต่างได้พูดคุยกัน” และนั่นคือพิมพ์เขียว (Blueprint) ที่โต๊ะเจรจาสันติภาพชายแดนใต้ควรนำไปปรับใช้
หมายเหตุ
ทำไมจึงต้องประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ก่อนผลักดันเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจะนะ?
รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประเทศไทยทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จากการสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก ทั้งท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์ ท่าเทียบเรือก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูป ตลอดจนการสร้างโรงไฟฟ้าและสวนอุตสาหกรรม ซึ่งมุ่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหนักต่าง ๆ เช่น กังหันลมและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หัวรถจักรและแคร่ขนตู้สินค้า ตลอดจนเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม การเร่งผลักดันโครงการดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างรัฐและประชาชนในพื้นที่ เพราะไม่ได้ดำเนินการสิ่งที่สมควรทำก่อนคือ การจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) และทางออกจากความขัดแย้งนี้คือ การจัดทำ SEA อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล
https://tdri.or.th/2021/12/chana-project-sea/

435 total views, 435 views today

More Stories
มาลิก บินนาบี: นักคิดผู้วาง “พิมพ์เขียวอารยธรรม” ให้โลกมุสลิมยุคใหม่
อิสลามสายกลาง: “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก เพื่อความเป็นหนึ่งในการพัฒนาชุมชน”
ผนึกกำลังประชาสังคม 6 จังหวัดใต้: สานพลังหุ้นส่วน “CSOs Forum 2026” ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน