อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ
การจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ “ปาตานี” มิได้เป็นเพียงเรื่องของการถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการตามมาตรฐานสากลเท่านั้น หากแต่เป็น “หัวใจ” ของการธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างอิสลามและพุทธมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง ระบบการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจได้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้การศึกษาไม่สามารถตอบสนองต่อบริบทเฉพาะพื้นที่ได้อย่างแท้จริง
จากเวทีระดมความคิดเห็นร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า สมช. กอ.รมน. และภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ณ จังหวัดปัตตานี นำมาสู่ข้อเรียกร้องเชิงนโยบายเพื่อปฏิรูปโครงสร้างการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการจัดตั้ง “สภาการศึกษาชายแดนใต้” เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมและการพัฒนามนุษย์อย่างสมดุล
รวมทั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็รับปาก ผ่านสื่อ ว่า การตั้งบอร์ดพัฒนาการศึกษาชายแดนใต้ ซึ่งสอดคล้องกับ “สภาพัฒนาการศึกษาชายแดนใต้” เพื่อยกระดับการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ มุ่งเน้นการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และสร้างระบบแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและสันติสุขที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569
(อ่านรายละเอียดใน https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/54609)

การอธิบาย: รากฐานและความท้าทายในปัจจุบัน
ในอดีต การศึกษาในพื้นที่แห่งนี้มีสถาบันศาสนาเป็นฐานรากที่แข็งแกร่ง ทั้ง “ปอเนาะ” และ “ตาดีกา” สำหรับมุสลิม รวมถึง “โรงเรียนในวัด” สำหรับพุทธศาสนิกชน ซึ่งทำหน้าที่หล่อหลอมคุณธรรมควบคู่ไปกับวิถีชีวิต
แต่ในปัจจุบัน ระบบดังกล่าวต้องเผชิญกับความท้าทาย 3 ประการหลัก:
- การรวมศูนย์อำนาจ: นโยบายจากส่วนกลางมักไม่สอดรับกับความต้องการในพื้นที่ ทั้งด้านหลักสูตรและการจัดสรรงบประมาณ
- ความลักลั่นทางภาษาและวัฒนธรรม: แม้จะมีโครงการทวิภาษา แต่ยังขาดการบูรณาการที่ลึกซึ้งถึงระดับอัตลักษณ์ โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างภาษาไทยและภาษามลายูมาตรฐาน
- ช่องว่างของคุณภาพการศึกษา: ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (O-NET) ในวิชาภาษาไทยและคณิตศาสตร์ที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย สะท้อนถึงความจำเป็นในการมีรูปแบบการสอนที่ “เข้าใจ” พื้นเพของผู้เรียน
การอภิปราย: สภาการศึกษาชายแดนใต้และการกระจายอำนาจ
การจัดตั้ง “สภาการศึกษาชายแดนใต้” คือคำตอบของการกระจายอำนาจที่ครอบคลุมทั้ง อำนาจการบริหาร คน และงบประมาณ โดยผลการวิจัยในช่วงปี 2558-2559 และข้อสรุปจากการระดมสมองล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าการจัดการศึกษาที่เหมาะสมต้องถูกออกแบบตามช่วงวัยและบริบท ดังนี้:
- ช่วงปฐมวัย (0-5 ปี): เน้นการทำงานร่วมกับ อปท. และศูนย์ตาดีกา บูรณาการภาษาแม่และภาษาไทยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัย
- ช่วงวัยเรียนและวิชาชีพ (7-22 ปี): ต้องมีรูปแบบ SMP (Science and Mathematics Program) ที่เข้มข้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และการศึกษาทวิภาคีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในพื้นที่
- การศึกษาตลอดชีวิต (23 ปีขึ้นไป): อปท. ต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการส่งเสริมการศึกษาศาสนาและทักษะอาชีพตามภูมิปัญญา เช่น การทำกริช หรือกรงนก เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชน
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางพัฒนาร่วมกัน
1. การปฏิรูปโครงสร้างและการบูรณาการ
- ย้ายหน่วยงานการศึกษาในพื้นที่กลับสู่การกำกับดูแลของ ศอ.บต.: โดยให้มีตำแหน่ง “ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านการศึกษา” เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพและสอดคล้องกับนโยบายพัฒนาพื้นที่เฉพาะกิจ
- จัดตั้งสภาการศึกษาชายแดนใต้: เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการวางแผนยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงวิถีพหุวัฒนธรรมเข้ากับระบบการศึกษา
2. การพัฒนาศูนย์เฉพาะทางด้านภาษาและนวัตกรรมการคิด
- ศูนย์พัฒนาทักษะภาษาแบบองค์รวม: ไม่ควรพัฒนาเพียงภาษาไทย แต่ต้องมี “ศูนย์ภาษามลายู” เพื่อยกระดับภาษามลายูมาตรฐานวิชาการ และภาษาอาหรับที่เป็นรากฐานของศาสนา
- ขยายผลโครงการ SMP: ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในโรงเรียนทุกประเภทเพื่อยกระดับทักษะการคิดวิเคราะห์
3. การหนุนเสริมบทบาทท้องถิ่น (Local-led Education)
- สนับสนุนให้ อปท. มีอำนาจและงบประมาณในการจัดทำ “หลักสูตรท้องถิ่น” ที่สอดแทรกเรื่องสันติศึกษา (Peace Education) และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
สรุป
การจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือภารกิจที่ละเอียดอ่อน การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ “คนในพื้นที่ร่วมออกแบบ” ผ่านกลไก สภาการศึกษาชายแดนใต้ จะช่วยทลายกำแพงความไม่ไว้วางใจ และเปลี่ยนการศึกษาให้เป็นเครื่องมือในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน
“เมื่อการศึกษาเดินหน้าด้วยความเข้าใจในอัตลักษณ์ และก้าวทันโลกด้วยทักษะสมัยใหม่ การพัฒนามนุษย์ที่สมดุลทั้งทางโลกและทางธรรมย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง”
ทัศนะทิ้งท้าย: การส่งเสริมภาษาไทยเป็นเรื่องจำเป็นในเชิงหน้าที่ แต่การรักษาอักษรยาวีและภาษามลายูคือการรักษาจิตวิญญาณของพื้นที่ รัฐจึงต้องดำเนินนโยบายด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้ความหวังดีกลายเป็นความรู้สึกถูกคุกคามทางวัฒนธรรม
อ้างอิง
- บทความวิจัย ผู้เขียน https://deepsouthwatch.org/th/node/10920
ใน https://deepsouthwatch.org/th/node/10920 - มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง ใน https://www.the101.world/islamic-education-challenges/
- ทำไมต้อง ต้องกระจายอำนาจทางการศึกษาชายแดนภาคใต้? ใน https://www.tcijthai.com/news/2023/6/article/12993#google_vignette
- การศึกษาในจังหวัดชายแดนใต้: ภารกิจของรัฐและแนวทางที่เหมาะสม ใน https://www.tcijthai.com/news/2025/8/article/14446
- นโยบายสาธารณะ: การศึกษาชายแดนใต้ที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน ใน https://www.thaingo.org/content/detail/2006/108/8
574 total views, 574 views today

More Stories
การศึกษาเปลี่ยนผ่านชายแดนใต้: ศธ. ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ตั้ง ‘บอร์ดการศึกษาจชต.’ มุ่งสร้างความมั่นคงของมนุษย์
วิกฤตศรัทธาไฟใต้: เมื่อคดีลอบยิง สส. กลายเป็นบททดสอบ “รัฐพันลึก” และการปฏิรูป กอ.รมน.
พรรคประชาชาติ: เมื่ออุดมคติอิสลามปะทะความจริงอันเจ็บปวดในสมรภูมิการเมืองไทย