เมษายน 30, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

วิกฤตศรัทธาไฟใต้: เมื่อคดีลอบยิง สส. กลายเป็นบททดสอบ “รัฐพันลึก” และการปฏิรูป กอ.รมน.

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

“มันมิใช่คดีความมั่นคง?” มันแค่คดีสังคม เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว?

บทนำ: รอยร้าวระหว่างรัฐกับประชาชน

     สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่เหตุระเบิดหรือการปะทะรายวัน ทว่าเป็นการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนฟืนไฟกองใหญ่ที่สุมทับความหวาดระแวงระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานความมั่นคง

     ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “บรรทัดฐาน” ในการจำกัดความคดีนี้ ระหว่างฝ่ายกองทัพที่มองว่าเป็นเพียง “ปัญหาสังคม” กับฝ่ายการเมืองและผู้สูญเสียที่มองว่านี่คือ “อาชญากรรมโดยรัฐ” หรือผลผลิตจากโครงสร้างอำนาจที่ล้นเกิน

คำอธิบาย: ปมขัดแย้งและขบวนการล่าสังหาร 4 ระดับ

     ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและข้อมูลจากพรรคประชาชาติระบุว่า คดีลอบยิงครั้งนี้อาจไม่ใช่ฝีมือของมือปืนรับจ้างทั่วไป แต่มีลักษณะเป็น “ปฏิบัติการเครือข่าย” ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ

โดย ดร.อับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้จำแนกโครงสร้างขบวนการออกเป็น 4 ระดับ:

  1. ระดับผู้บงการ: ผู้อยู่เบื้องหลังสั่งการ (คาดว่าเป็นผู้มีอิทธิพลหรือคนมีสีระดับสูง)
  2. ระดับผู้ประสานงาน: ผู้วางแผนและเชื่อมโยงคำสั่ง
  3. ระดับผู้อำนวยความสะดวก: จัดหาอาวุธสงคราม ยานพาหนะ และเส้นทางหลบหนี
  4. ระดับปฏิบัติการ: กลุ่มมือปืนที่ถูกจับกุมแล้ว 5 คน

     สิ่งที่ทำให้คดีนี้ทวีความรุนแรงในแง่ของความรู้สึก คือการพาดพิงถึงบุคลากรในสังกัด กอ.รมน. จังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานเฉพาะกิจในพื้นที่ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในด้านการใช้สถานที่วางแผนและการสนับสนุนยุทธภัณฑ์

ซึ่งสวนทางกับคำแถลงของ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่ระบุว่าคดีนี้เป็นเรื่องทางสังคมมากกว่าเรื่องความมั่นคง และยืนยันว่ารัฐไม่เคยใช้วิธีนอกกฎหมายกับผู้เห็นต่าง

อภิปราย: ความลักลั่นของ “ความมั่นคง” ในกระแสชาตินิยม

ประเด็นคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ นำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญ 3 ประการที่สังคมไทยต้องเผชิญ:

  • นิยามของ “ความมั่นคง”: หากการลอบสังหารผู้แทนราษฎรโดยมีการใช้ทรัพยากรของรัฐ (อาวุธ/บุคลากร) ไม่ถือเป็นคดีความมั่นคง แล้วนิยามของความมั่นคงในสายตากองทัพคืออะไร? การตีความว่าคดีนี้เป็น “เรื่องทางสังคม” อาจถูกมองว่าเป็นการพยายามตัดตอนความรับผิดชอบขององค์กร (Institutional Protection)
  • บทบาทของ กอ.รมน. และรัฐพันลึก (Deep State): โครงสร้างของ กอ.รมน. ที่รวมศูนย์อำนาจทหาร พลเรือน และตำรวจเข้าด้วยกัน ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ตรวจสอบได้ยาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คนในหน่วยงานถูกกล่าวหา กระบวนการยุติธรรมมักติดหล่มด้วยชั้นยศและอิทธิพลในพื้นที่
  • พื้นที่อุตสาหกรรมความมั่นคง: ภาคใต้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่งบประมาณด้านความมั่นคงไหลเวียนมหาศาล การมีอยู่ของความขัดแย้งอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่ม การที่ สส. ผู้อยู่เคียงข้างชาวบ้านถูกหมายหัว จึงอาจเป็นการขัดผลประโยชน์ใน “อุตสาหกรรม” นี้มากกว่าเรื่องอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน

สรุป: ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างเพื่อความสงบที่ยั่งยืน

คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา แต่มันคือ “ดัชนีชี้วัด” ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมในชายแดนภาคใต้

หากรัฐบาลและกองทัพยังคงเลือกที่จะ “ตีมึน” หรือปฏิเสธความเกี่ยวข้องโดยไม่พิสูจน์ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบได้ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐจะยิ่งติดลบ

การปฏิรูป กอ.รมน. และการรื้อสร้างโครงสร้างอำนาจที่เอื้อต่อการใช้วิธีนอกกฎหมายจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของการแก้ปัญหาไฟใต้

หากรัฐต้องการสลายความขัดแย้ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำให้ “คนมีสี” อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับประชาชน และกล้าที่จะกระชากหน้ากากผู้บงการไม่ว่าคนผู้นั้นจะติดยศใดก็ตาม

“ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม และความยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ คือเชื้อไฟที่สุมให้ความรุนแรงไม่มีวันจบสิ้น”

 30,438 total views,  6,701 views today