อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

“มันมิใช่คดีความมั่นคง?” มันแค่คดีสังคม เพราะเป็นเรื่องส่วนตัว?
บทนำ: รอยร้าวระหว่างรัฐกับประชาชน
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาเป็นจุดสนใจของสังคมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ไม่ใช่เหตุระเบิดหรือการปะทะรายวัน ทว่าเป็นการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งเปรียบเสมือนฟืนไฟกองใหญ่ที่สุมทับความหวาดระแวงระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานความมั่นคง
ประเด็นสำคัญที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักคือ “บรรทัดฐาน” ในการจำกัดความคดีนี้ ระหว่างฝ่ายกองทัพที่มองว่าเป็นเพียง “ปัญหาสังคม” กับฝ่ายการเมืองและผู้สูญเสียที่มองว่านี่คือ “อาชญากรรมโดยรัฐ” หรือผลผลิตจากโครงสร้างอำนาจที่ล้นเกิน
คำอธิบาย: ปมขัดแย้งและขบวนการล่าสังหาร 4 ระดับ
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบสวนและข้อมูลจากพรรคประชาชาติระบุว่า คดีลอบยิงครั้งนี้อาจไม่ใช่ฝีมือของมือปืนรับจ้างทั่วไป แต่มีลักษณะเป็น “ปฏิบัติการเครือข่าย” ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
โดย ดร.อับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้จำแนกโครงสร้างขบวนการออกเป็น 4 ระดับ:
- ระดับผู้บงการ: ผู้อยู่เบื้องหลังสั่งการ (คาดว่าเป็นผู้มีอิทธิพลหรือคนมีสีระดับสูง)
- ระดับผู้ประสานงาน: ผู้วางแผนและเชื่อมโยงคำสั่ง
- ระดับผู้อำนวยความสะดวก: จัดหาอาวุธสงคราม ยานพาหนะ และเส้นทางหลบหนี
- ระดับปฏิบัติการ: กลุ่มมือปืนที่ถูกจับกุมแล้ว 5 คน
สิ่งที่ทำให้คดีนี้ทวีความรุนแรงในแง่ของความรู้สึก คือการพาดพิงถึงบุคลากรในสังกัด กอ.รมน. จังหวัดนราธิวาส และหน่วยงานเฉพาะกิจในพื้นที่ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในด้านการใช้สถานที่วางแผนและการสนับสนุนยุทธภัณฑ์
ซึ่งสวนทางกับคำแถลงของ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่ระบุว่าคดีนี้เป็นเรื่องทางสังคมมากกว่าเรื่องความมั่นคง และยืนยันว่ารัฐไม่เคยใช้วิธีนอกกฎหมายกับผู้เห็นต่าง
อภิปราย: ความลักลั่นของ “ความมั่นคง” ในกระแสชาตินิยม
ประเด็นคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ นำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญ 3 ประการที่สังคมไทยต้องเผชิญ:
- นิยามของ “ความมั่นคง”: หากการลอบสังหารผู้แทนราษฎรโดยมีการใช้ทรัพยากรของรัฐ (อาวุธ/บุคลากร) ไม่ถือเป็นคดีความมั่นคง แล้วนิยามของความมั่นคงในสายตากองทัพคืออะไร? การตีความว่าคดีนี้เป็น “เรื่องทางสังคม” อาจถูกมองว่าเป็นการพยายามตัดตอนความรับผิดชอบขององค์กร (Institutional Protection)
- บทบาทของ กอ.รมน. และรัฐพันลึก (Deep State): โครงสร้างของ กอ.รมน. ที่รวมศูนย์อำนาจทหาร พลเรือน และตำรวจเข้าด้วยกัน ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ที่ตรวจสอบได้ยาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คนในหน่วยงานถูกกล่าวหา กระบวนการยุติธรรมมักติดหล่มด้วยชั้นยศและอิทธิพลในพื้นที่
- พื้นที่อุตสาหกรรมความมั่นคง: ภาคใต้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่งบประมาณด้านความมั่นคงไหลเวียนมหาศาล การมีอยู่ของความขัดแย้งอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่ม การที่ สส. ผู้อยู่เคียงข้างชาวบ้านถูกหมายหัว จึงอาจเป็นการขัดผลประโยชน์ใน “อุตสาหกรรม” นี้มากกว่าเรื่องอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน
สรุป: ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างเพื่อความสงบที่ยั่งยืน
คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา แต่มันคือ “ดัชนีชี้วัด” ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมในชายแดนภาคใต้
หากรัฐบาลและกองทัพยังคงเลือกที่จะ “ตีมึน” หรือปฏิเสธความเกี่ยวข้องโดยไม่พิสูจน์ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบได้ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐจะยิ่งติดลบ
การปฏิรูป กอ.รมน. และการรื้อสร้างโครงสร้างอำนาจที่เอื้อต่อการใช้วิธีนอกกฎหมายจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของการแก้ปัญหาไฟใต้
หากรัฐต้องการสลายความขัดแย้ง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการทำให้ “คนมีสี” อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับประชาชน และกล้าที่จะกระชากหน้ากากผู้บงการไม่ว่าคนผู้นั้นจะติดยศใดก็ตาม
“ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม และความยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ คือเชื้อไฟที่สุมให้ความรุนแรงไม่มีวันจบสิ้น”
30,438 total views, 6,701 views today

More Stories
พรรคประชาชาติ: เมื่ออุดมคติอิสลามปะทะความจริงอันเจ็บปวดในสมรภูมิการเมืองไทย
บทเรียนจากมายาคติเหมารวมว่าแบ่งแยกดินแดนและใบอนุญาตฆ่าในชายแดนใต้ : กรณีศึกษาการลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
ระดมกึ๋นสลายมายาคติ! สถาบันพระปกเกล้าฯ จับมือ สมช. เปิดเวทีสานเสวนาหนุนสันติสุขชายแดนใต้