เมษายน 30, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

การศึกษาเปลี่ยนผ่านชายแดนใต้: ศธ. ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ตั้ง ‘บอร์ดการศึกษาจชต.’ มุ่งสร้างความมั่นคงของมนุษย์

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: ก้าวใหม่ของการศึกษาท่ามกลางความท้าทาย

     ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและพัวพันกับมิติทางวัฒนธรรม ความเชื่อ และความเข้าใจผิดมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประเด็นที่สถาบันการศึกษาดั้งเดิมอย่าง “ปอเนาะ” และ “ตาดีกา” มักถูกตั้งคำถามจากสังคมภายนอกถึงบทบาทในการบ่มเพาะแนวคิด

     อย่างไรก็ตาม การหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและเครือข่ายผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่า “การศึกษา” คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการแก้ไขความขัดแย้งและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความมั่นคงของมนุษย์อย่างยั่งยืน

นโยบายและกลไกการขับเคลื่อนสู่ความสมานฉันท์

      จากการประชุมร่วมกันระหว่าง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. และเครือข่าย “สามพี่น้องการศึกษาอิสลาม” (โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา, ปอเนาะ และตาดีกา) มีข้อสรุปที่น่าสนใจในการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อการพัฒนา ดังนี้:

  1. การจัดตั้ง “บอร์ดการศึกษาชายแดนใต้”: อาจจะเรียกอะไรก็ได้ เช่น สภาพัฒนาการศึกษาชายแดนใต้ เพื่อให้เป็นพื้นที่กลางที่ดึงทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการท้องถิ่น เข้ามาวางแผนและแก้ไขปัญหาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตจริง
  2. การปฏิรูปโครงสร้างการบริหาร: มีข้อเสนอให้ตั้ง “ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านการศึกษา” เพื่อเป็นโซ่ข้อกลางประสานงานระหว่างหน่วยงานความมั่นคงกับสถานศึกษา ลดช่องว่างของการทำงานและสร้างความรวดเร็วในการแก้ปัญหา
  3. การยกระดับมาตรฐานวิชาการสู่สากล: การผลักดันข้อตกลงระดับรัฐบาล (G to G) เพื่อให้ มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ประเทศอียิปต์ รับรองวุฒิการศึกษาจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการเปิดประตูโอกาสให้นักเรียนไทยในจชต. มีเส้นทางศึกษาต่อที่มั่นคง
  4. สวัสดิการและสิทธิครูเอกชน: การพิจารณาให้ครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนามีโอกาสสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูในสังกัด สช. เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ

การแก้ปมข้อมูลบิดเบือนและการสร้าง “ประวัติศาสตร์สมานมิตร”

     ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในการหารือคือการยืนยันจาก รมว.ศธ. ว่า “ยังไม่พบหลักฐานว่าปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย”

     คำยืนยันนี้มีความหมายอย่างยิ่งในการลดกำแพงแห่งความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับชุมชน แต่ลำพังเพียงคำยืนยันอาจไม่เพียงพอ หากขาดกลไกการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

      ข้อเสนอเรื่องการนำแนวคิด “ประวัติศาสตร์สมานมิตร” มาบรรจุในหลักสูตร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือเชิงรุก เพราะการที่คนในชาติสามารถยอมรับความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับประวัติศาสตร์ชาติได้ จะช่วยลดแรงต้านและสร้างความภาคภูมิใจในตัวตนภายใต้อัตลักษณ์ของพลเมืองไทย

     นอกจากนี้ การนำปอเนาะและตาดีกามาเป็น “ฮับการศึกษาอาเซียน” ยังเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก “พื้นที่สีแดง” ให้กลายเป็น “พื้นที่แห่งโอกาสทางเศรษฐกิจและวิชาการ” ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ความมั่นคงของมนุษย์ในมิติปากท้องและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปพร้อมกัน

บทสรุป: จากความระแวงสู่การเป็น “บ้านเดียวกัน”

     บทสรุปจากการหารือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การตกลงเรื่องงบประมาณหรือตัวเลข แต่คือการสร้าง “พันธกิจทางศีลธรรม” ร่วมกัน

     การที่ผู้นำสถานศึกษาในพื้นที่ระบุว่ารู้สึกเหมือน “นั่งคุยกันในบ้านเดียวกัน” สะท้อนถึงบรรยากาศความไว้วางใจที่เริ่มก่อตัวขึ้น

     การที่กระทรวงศึกษาธิการยอมรับข้อเสนอในการตั้งสภาการศึกษาและการออกกฎหมายรองรับสถานะของปอเนาะและตาดีกา คือการให้เกียรติและรับรองคุณค่าของสถาบันศาสนาในฐานะผู้สร้างคนดีสู่สังคม

     หากทุกฝ่ายเดินหน้าตามเจตนารมณ์นี้อย่างจริงจัง การศึกษาจะไม่เป็นเพียงเรื่องของตำรา แต่จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการดับไฟใต้ และสร้างสันติสุขที่กินได้ให้กับพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง

อ่านรายละเอียดก่อนหน้านี้ใน
https://www.facebook.com/share/p/1CaSChvT8G/?mibextid=wwXIfr
และ
https://www.facebook.com/share/p/18VFHeEDdJ/?mibextid=wwXIfr

 824 total views,  824 views today