อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

[กรุงเทพฯ – 29 เมษายน 2569] – ก้าวสำคัญของการยกระดับการศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ รุดหารือสถาบันพระบรมราชชนก หวังเปิดประตูโอกาสให้เยาวชนโรงเรียนสอนศาสนาเข้าสู่สายวิชาชีพพยาบาล มุ่งแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ผนึกกำลังสร้างโอกาส: จากห้องเรียนศาสนาสู่หอผู้ป่วย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569 นายกสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ นำคณะกรรมการและผู้แทนผู้บริหารโรงเรียนเอกชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าพบผู้บริหาร สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) เพื่อหารือแนวทางเชิงรุกในการส่งเสริมเยาวชนในพื้นที่ให้เข้าถึงการศึกษาด้านพยาบาลศาสตร์และสาธารณสุข
โดยมี ผศ.ดร.ฤทัยรัตน์ ชิดมงคล รองคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ และ ผศ.ดร.จิราภรณ์ ชูวงศ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง เป็นตัวแทนให้การต้อนรับและร่วมวางกรอบความร่วมมือ

เปิดโควตาพิเศษ 3 หลักสูตรหลัก
ประเด็นสำคัญในการหารือครั้งนี้คือการเสนอให้มี “โควตาพิเศษ” สำหรับนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเข้าศึกษาในหลักสูตรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานสาธารณสุข ดังนี้:
- หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต (4 ปี): สร้างพยาบาลวิชาชีพรุ่นใหม่
- หลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล (1 ปี): เร่งผลิตบุคลากรสนับสนุนเพื่อเติมเต็มส่วนขาดในระยะสั้น
- หลักสูตรต่อเนื่อง (2 ปีครึ่ง): เปิดโอกาสให้ผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่นที่ต้องการเบนเข็มเข้าสู่สายงานพยาบาล
“การเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่ได้เรียนในสิ่งที่พื้นที่ขาดแคลน ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการมีงานทำ แต่คือการสร้างรากฐานความมั่นคงทางสาธารณสุข เพราะเยาวชนเหล่านี้เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและภาษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริการทางการแพทย์ในชายแดนใต้” — ตัวแทนสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ระบุ
หนุนรัฐ แก้ปมขาดแคลนบุคลากรระยะยาว
ปัจจุบัน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงประสบปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง การร่วมมือกันครั้งนี้จึงเป็นการ “ช่วยรัฐ” ในการกระจายโอกาสทางการศึกษาและสร้างบุคลากรที่เป็น “คนในพื้นที่” เพื่อลดปัญหาการโยกย้ายออกนอกพื้นที่ในอนาคต
ก้าวต่อไป: สู่การลงนาม MOU
สถาบันพระบรมราชชนก ขานรับข้อเสนอดังกล่าวด้วยความยินดี โดยแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะร่วมผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และเตรียมวางแผนจัดทำ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ในเร็วๆ นี้ เพื่อกำหนดแนวทางรับสมัครและสิทธิประโยชน์สำหรับนักเรียนในโครงการอย่างชัดเจน
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ของโรงเรียนสอนศาสนาที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงวิชาการและจริยธรรม แต่ยังขยายฐานสู่ “วิชาชีพเพื่อสังคม” เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับเยาวชน และสร้างรอยยิ้มด้านสุขภาพให้กับพี่น้องชาวใต้สืบไป
694 total views, 694 views today

More Stories
I-Tech วิถีอิสลาม : จากทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ ความร่วมมือระหว่าง ม.อ. กับโรงเรียนจริยธรรมฯ จะนะ
สมช.กับนโยบายการศึกษาชายแดนใต้ (ที่เราร่วมเวที)
สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนร่วมรัฐพัฒนา 4 ภาษาสู่โอลิมปิก หลังจากนั้นขึ้นกทม.ร่วม รมว.ศธ. ใช้การศึกษาพัฒนาชายแดนใต้