เมษายน 26, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

บทความ: การวิเคราะห์สถานะและการตีความ “หะดีษญาริยะฮ์” ในมโนทัศน์ของสถาบันอัลอัซฮัร

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทคัดย่อ (Abstract)
     บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ “หะดีษญาริยะฮ์” (Hadith al-Jariyah) ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในวิชาเทววิทยาอิสลาม (Usul al-Din) เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง “สถานที่” ของอัลลอฮ์ โดยการเปรียบเทียบทัศนะทางวิชาการและการอ้างอิงหลักการจากสถาบันอัลอัซฮัร ผลการศึกษาพบว่า แม้หะดีษดังกล่าวจะมีสายรายงานที่ถูกต้อง (Sahih) ในระดับอาฮาด (Ahad) แต่สถาบันอัลอัซฮัรมีจุดยืนในการตีความเชิงสัญลักษณ์ (Takwil) เพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักการความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (Tanzih) ที่ว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่โดยปราศจากสถานที่และทิศทาง เพื่อป้องกันความสับสนในการเปรียบเทียบพระเจ้ากับสิ่งถูกสร้าง (Tasybih)

1. บทนำ (Introduction)
     ในวิชารากฐานศาสนา (Usul al-Din) ปัญหาเรื่องคุณลักษณะของพระเจ้า (Sifatullah) เป็นประเด็นที่นักวิชาการให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหะดีษที่รายงานถึงเหตุการณ์ที่ท่านศาสนฑูตมูฮัมหมัด ﷺ ถามนางทาสีว่า “อัลลอฮ์ทรงอยู่ที่ใด?” (Ayna Allah?) หะดีษบทนี้มักถูกนำมาเป็นข้ออ้างอิงระหว่างกลุ่มที่ยึดถือตามตัวอักษร (Salafiyyah) และกลุ่มที่เน้นการใช้ตรรกะศาสตร์ควบคู่กับตัวบท (Asy’ariyah/Maturidiyah) บทความนี้จะนำเสนอความเข้าใจผ่านมุมมองของสถาบันอัลอัซฮัร ซึ่งเป็นเสาหลักทางวิชาการของโลกมุสลิมมาอย่างยาวนาน

2. ตัวบทและสถานะทางวิชาการ (Textual Analysis and Status)

2.1 ตัวบทหะดีษ (Matn)
จากบันทึกของอิมามมุสลิม ท่านรสูลุลลอฮ์ ﷺ ได้ถามนางทาสีว่า:

«أَيْنَ اللهُ؟ قَالَتْ: فِي السَّمَاءِ. قَالَ: مَنْ أَنَا؟ قَالَتْ: أَنْتَ رَسُولُ اللهِ. قَالَ: أَعْتِقْهَا، فَإِنَّهَا مُؤْمِنَةٌ.»
ความหมาย: “อัลลอฮ์ทรงอยู่ที่ใด?” นางตอบว่า: “เบื้องบนฟากฟ้า” ท่านถามต่อว่า: “ฉันคือใคร?” นางตอบว่า: “ท่านคือธรรมทูตของอัลลอฮ์” ท่านจึงกล่าวว่า: “จงปล่อยนางให้เป็นอิสระเถิด เพราะแท้จริงนางคือผู้ศรัทธา”

2.2 สถานะด้านสายรายงาน (Isnad)

  • ความถูกต้อง: หะดีษบทนี้เป็นหะดีษ ซอฮี้ฮ์ (Sahih) บันทึกโดยอิมามมุสลิม, อิมามมาลิก และอิมามอะห์มัด
  • ประเภทของรายงาน: จัดอยู่ในประเภท “หะดีษอาฮาด” (Ahad) คือมีผู้รายงานจำนวนน้อย ไม่ถึงขั้นมุตะวาติร (Mutawatir)
  • ข้อสังเกตเชิงวิชาการ: นักวิชาการบางท่านระบุว่าเกิดสภาวะ “อิดติรอบ” (Idhtirab) หรือความสับสนในตัวบท เนื่องจากเหตุการณ์เดียวกันในบางกระแสรายงานใช้ถ้อยคำต่างออกไป เช่น ถามถึงการปฏิญาณตน (Syahadah) แทนคำถามเรื่องสถานที่

3. การอธิบายเชิงเทววิทยาตามแนวทางอัลอัซฮัร (Discussion)
      สถาบันอัลอัซฮัรใช้หลักการแยกแยะระหว่าง “ความถูกต้องของสายรายงาน” กับ “วิธีการนำมาอ้างอิงในหลักศรัทธา” โดยมีรายละเอียดดังนี้:

3.1 หลักการว่าด้วยสถานที่และทิศทาง (Space and Direction)
      หลักการพื้นฐานของอัลอัซฮัรระบุว่า:

«اللهُ كَانَ وَلَا مَكَانَ، وَهُوَ الْآنَ عَلَى مَا عَلَيْهِ كَانَ»
“อัลลอฮ์ทรงดำรงอยู่โดยไม่มีสถานที่มาแต่เดิม และในปัจจุบันพระองค์ก็ยังทรงดำรงอยู่ตามสภาพที่พระองค์เคยเป็น”

ดังนั้น การระบุว่าพระองค์อยู่ในทิศทางเบื้องบนเชิงกายภาพจึงขัดกับหลักการความบริสุทธิ์ของพระเจ้า (Tanzih) ที่ทรงไม่พึ่งพาสิ่งถูกสร้าง (สถานที่และกาลเวลา)

3.2 การตีความความหมาย (Hermeneutics)
เมื่อหะดีษอาฮาดมีเนื้อหาที่อาจทำให้เข้าใจว่าพระเจ้าทรงมีรูปร่างหรือสถานที่ อัลอัซฮัรจะใช้ 2 วิธีการ:

  • ตัฟวีฎ (Tafwid): ยอมรับตัวบทแต่ไม่เจาะจงความหมาย โดยมอบหมายนัยที่แท้จริงให้อัลลอฮ์
  • ต๊ะวีล (Takwil): การตีความเชิงอุปมาอุปไมย โดยอธิบายว่า “เบื้องบนฟากฟ้า” หมายถึง “ความสูงส่งในเกียรติยศและอำนาจ” (Uluw al-Maqam) มิใช่ความสูงในเชิงระยะทาง

4. สรุปผลการศึกษา (Conclusion)
      สรุปได้ว่าหะดีษญาริยะฮ์เป็นหะดีษที่มีความถูกต้องในเชิงหลักฐานประวัติศาสตร์ แต่ในเชิง “นัยยะ (Dalalah)” นั้น อัลอัซฮัรมองว่าไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานเด็ดขาด (Qath’i) เพื่อยืนยันว่าพระเจ้าทรงมีทิศทางได้ เนื่องจากเป็นหะดีษอาฮาดที่ต้องนำไปพิจารณาร่วมกับอายะฮ์กุรอานที่ยืนยันว่า “ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์” การตอบของนางทาสีจึงเป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาตามสัญชาตญาณ (Fitrah) ที่รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มิใช่การระบุพิกัดทางกายภาพ

5. ข้อเสนอแนะ (Recommendations)

  • การยอมรับความหลากหลายทางวิชาการ: ความเห็นต่างในเรื่องนี้ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องอากีดะห์(หลักศรัทธา)แต่ก็เป็นประเด็นปลีกย่อยทางด้านอากีดะห์ในศัพท์วิชาการเรียกว่า فروع في العقيدة เป็นมรดกทางปัญญาที่มีมาตั้งแต่อดีต ควรยึดถือหลักการ “เราจะร่วมมือกันในสิ่งที่เราเห็นพ้อง และต่างคนต่างยอมรับกันในสิ่งที่เห็นต่าง” (نتعاون فيما اتفقنا عليه ويعذر بعضنا بعضا فيما اختلفنا فيه)
  • ความสามัคคีเหนือข้อถกเถียง: สังคมมุสลิมไม่ควรนำประเด็นปลีกย่อย (Furu’) ในเรื่องการอธิบายทางวิชาการเหล่านี้มาเป็นเหตุแห่งการแตกแยกหรือการตัดสินผู้อื่นว่าพ้นสภาพจากศาสนา (Takfir)เพราะเป็นประเด็นปลีกย่อยตามที่กล่าวมาแล้ว
  • มุ่งเน้นปัญหาปัจจุบัน: มุสลิมควรหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาความท้าทายในระดับสังคม ประเทศชาติ และประชาติมุสลิมในภาพรวม ซึ่งมีความสำคัญและเร่งด่วนกว่าการถกเถียงในเชิงทฤษฎีที่ได้ข้อสรุปไปแล้วในหน้าประวัติศาสตร์

 3,905 total views,  4 views today