อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: พลิกประวัติศาสตร์จาก “ไม่รับ” สู่การ “ร่วมสร้าง”
ย้อนกลับไปในการทำประชามติปี 2559 พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือเสียงส่วนน้อยของประเทศที่ลงมติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เนื่องจากความกังวลเรื่องการลดทอนสิทธิทางการศึกษาและอัตลักษณ์ทางศาสนา อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2569 บรรยากาศในพื้นที่กลับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาคประชาสังคมและกลุ่มการศึกษาเอกชนได้ออกมาประกาศจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยชูธงการคืนอำนาจให้ท้องถิ่นและทวงคืนสิทธิเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

การศึกษาที่ออกแบบได้เองและสวัสดิการที่มั่นคง
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ โรงแรมซีเอส ปัตตานี กลุ่มสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้กว่า 250 แห่ง ได้แถลงการณ์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนผ่านจาก “การรวมศูนย์อำนาจ” ไปสู่ “การกระจายอำนาจทางการศึกษา” (Decentralized Education)

ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง:
- เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ข้อเสนอหลักคือการขจัดความไม่แน่นอนของคำสั่งพิเศษหรือกฎกระทรวง โดยบัญญัติให้ “การเรียนฟรีถึงระดับอุดมศึกษา” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ครอบครัวในพื้นที่เปราะบาง
- หลักสูตรพหุวัฒนธรรม: ร่างใหม่มุ่งเน้นให้ท้องถิ่น (Local Content) สามารถออกแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ภาษา และศาสนาได้จริง โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร แทนการเป็นผู้สั่งการเพียงฝ่ายเดียว
ตารางเปรียบเทียบจุดเปลี่ยนสำคัญ
| ประเด็น | รัฐธรรมนูญ 2560 (เดิม) | ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (ข้อเสนอปี 69) |
|---|---|---|
| ขอบเขตสิทธิ | ฟรี 12 ปี (จบแค่มัธยมต้น) | ฟรีถึงปริญญาตรี (ระบุชัดเจน) |
| การบริหาร | รวมศูนย์ที่กระทรวงศึกษาธิการ | กระจายอำนาจ ให้พื้นที่ออกแบบเอง |
| เป้าหมาย | เน้นการแข่งขันและฐานรากปฐมวัย | เน้น ความเท่าเทียมและอัตลักษณ์ |

ตัวอย่างพลังภาคการศึกษาและกลไกสันติวิธีที่ “จะนะ”
ดังเห็นได้จากการเปิด “ศูนย์รณรงค์ร่วมเห็นชอบประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” ณ โรงเรียนศาสนบำรุง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยการนำของ บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ และ อุสตาสอับดุลสุโก ดินอะ
การจัดตั้งศูนย์ฯ นี้สะท้อนให้เห็นถึงการอภิปรายใน 2 มิติสำคัญ:
- การแยกตัวออกจากขั้วการเมือง: ศูนย์ฯ ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ทำเพื่อให้ประชาชนรู้สึกเป็น “เจ้าของกติกา” อย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงถูกนำเสนอในฐานะ “เครื่องมือสันติวิธี” ในการลดความขัดแย้ง
- พื้นที่ปลอดภัยในการเห็นต่าง: ภารกิจของศูนย์ฯ มุ่งเน้นการให้ความรู้และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนโดยปราศจากความกลัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมประชาธิปไตยในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนสูง
“ประเทศที่มีกติกายุติธรรม คือประเทศที่ความขัดแย้งสามารถแก้ได้ด้วยการพูดคุย ไม่ใช่การบังคับ” — ส่วนหนึ่งจากคำแถลงเปิดศูนย์รณรงค์ฯ
บทสรุป: ก้าวต่อไปสู่คูหาประชามติ
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การหาเสียงเห็นชอบรัฐธรรมนูญ แต่คือการตื่นตัวครั้งใหญ่ของสถาบันการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อประชาชนที่ต้องการกำหนดอนาคตตนเองผ่าน “กฎหมายสูงสุด” การชูโมเดล #ศาสนบำรุงQlcc และพลังจากโรงเรียนเอกชนกว่า 250 แห่ง คือสัญญาณชัดเจนว่า พวกเขาพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าร่วมกับเครือข่ายเยาวชน ภาคประชาสังคมอื่นๆที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้
หากกติกานั้นตอบโจทย์ความหลากหลายและสร้างสวัสดิการที่กินได้จริง ก้าวต่อไปหลังจากนี้ คือการเปลี่ยนแรงสนับสนุนให้กลายเป็นคะแนนเสียงในคูหาประชามติ ผ่านการสร้างความเข้าใจในระดับครัวเรือน เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2569 กลายเป็นกติกาของ “เราทุกคน” อย่างแท้จริง
หมายเหตุอ่านรายงานที่เกี่ยวข้องประกอบใน
-
ส่องปรากฏการณ์ “ปาตานี” ตื่นตัว! พลังเยาวชน-แฟนบอล-ประชาสังคม ชูแคมเปญ #เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สวนทางกระแส “เงียบเหงา” ในวงสนทนาชาวบ้าน
▪️ลิงค์ : http://spmcnews.com/?p=56444
2,808 total views, 27 views today

More Stories
“ตรรกะวิบัติ” เมื่อผู้ใหญ่สอนให้รับเงินซื้อเสียง: บทเรียนจากเด็กจริยธรรมศึกษาถึงนักการเมืองรุ่นใหญ่ ดังนั้น เมื่อพูดพลาดแล้วขออภัยอัลลอฮ์ ขอโทษสังคม
จากห้องเรียนสู่ลานศาล: เมื่อเสียง “ปอเนาะ” ลุกขึ้นสู้เพื่อลมหายใจและผืนป่าเขาโต๊ะกรัง
เปลี่ยนปืนเป็นกฎหมาย: ดับไฟใต้ด้วย “พรบ.สันติภาพ” ข้อเสนอหยุดวงจรความรุนแรง 22 ปี จากเวทีสมัชชาประชาชนภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช