มกราคม 29, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เมื่อโรงเรียนเอกชน ปลุกกระแสชายแดนใต้: “กระจายอำนาจการศึกษา-รัฐสวัสดิการ” หัวใจหลักขับเคลื่อนรับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: พลิกประวัติศาสตร์จาก “ไม่รับ” สู่การ “ร่วมสร้าง”

    ย้อนกลับไปในการทำประชามติปี 2559 พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือเสียงส่วนน้อยของประเทศที่ลงมติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เนื่องจากความกังวลเรื่องการลดทอนสิทธิทางการศึกษาและอัตลักษณ์ทางศาสนา อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2569 บรรยากาศในพื้นที่กลับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อภาคประชาสังคมและกลุ่มการศึกษาเอกชนได้ออกมาประกาศจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยชูธงการคืนอำนาจให้ท้องถิ่นและทวงคืนสิทธิเรียนฟรีจนถึงระดับปริญญาตรี

การศึกษาที่ออกแบบได้เองและสวัสดิการที่มั่นคง

    เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569โรงแรมซีเอส ปัตตานี กลุ่มสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้กว่า 250 แห่ง ได้แถลงการณ์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนผ่านจาก “การรวมศูนย์อำนาจ” ไปสู่ “การกระจายอำนาจทางการศึกษา” (Decentralized Education)

ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง:

  • เรียนฟรีถึงปริญญาตรี: ข้อเสนอหลักคือการขจัดความไม่แน่นอนของคำสั่งพิเศษหรือกฎกระทรวง โดยบัญญัติให้ “การเรียนฟรีถึงระดับอุดมศึกษา” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ครอบครัวในพื้นที่เปราะบาง
  • หลักสูตรพหุวัฒนธรรม: ร่างใหม่มุ่งเน้นให้ท้องถิ่น (Local Content) สามารถออกแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ภาษา และศาสนาได้จริง โดยมีรัฐเป็นผู้สนับสนุนทรัพยากร แทนการเป็นผู้สั่งการเพียงฝ่ายเดียว

ตารางเปรียบเทียบจุดเปลี่ยนสำคัญ

ประเด็น รัฐธรรมนูญ 2560 (เดิม) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (ข้อเสนอปี 69)
ขอบเขตสิทธิ ฟรี 12 ปี (จบแค่มัธยมต้น) ฟรีถึงปริญญาตรี (ระบุชัดเจน)
การบริหาร รวมศูนย์ที่กระทรวงศึกษาธิการ กระจายอำนาจ ให้พื้นที่ออกแบบเอง
เป้าหมาย เน้นการแข่งขันและฐานรากปฐมวัย เน้น ความเท่าเทียมและอัตลักษณ์

ตัวอย่างพลังภาคการศึกษาและกลไกสันติวิธีที่ “จะนะ”

   ดังเห็นได้จากการเปิด “ศูนย์รณรงค์ร่วมเห็นชอบประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ”โรงเรียนศาสนบำรุง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา โดยการนำของ บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ และ อุสตาสอับดุลสุโก ดินอะ

การจัดตั้งศูนย์ฯ นี้สะท้อนให้เห็นถึงการอภิปรายใน 2 มิติสำคัญ:

  • การแยกตัวออกจากขั้วการเมือง: ศูนย์ฯ ยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ทำเพื่อให้ประชาชนรู้สึกเป็น “เจ้าของกติกา” อย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงถูกนำเสนอในฐานะ “เครื่องมือสันติวิธี” ในการลดความขัดแย้ง
  • พื้นที่ปลอดภัยในการเห็นต่าง: ภารกิจของศูนย์ฯ มุ่งเน้นการให้ความรู้และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนโดยปราศจากความกลัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสังคมประชาธิปไตยในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนสูง

“ประเทศที่มีกติกายุติธรรม คือประเทศที่ความขัดแย้งสามารถแก้ได้ด้วยการพูดคุย ไม่ใช่การบังคับ” — ส่วนหนึ่งจากคำแถลงเปิดศูนย์รณรงค์ฯ

บทสรุป: ก้าวต่อไปสู่คูหาประชามติ

     ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การหาเสียงเห็นชอบรัฐธรรมนูญ แต่คือการตื่นตัวครั้งใหญ่ของสถาบันการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อประชาชนที่ต้องการกำหนดอนาคตตนเองผ่าน “กฎหมายสูงสุด” การชูโมเดล #ศาสนบำรุงQlcc และพลังจากโรงเรียนเอกชนกว่า 250 แห่ง คือสัญญาณชัดเจนว่า พวกเขาพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าร่วมกับเครือข่ายเยาวชน ภาคประชาสังคมอื่นๆที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้

     หากกติกานั้นตอบโจทย์ความหลากหลายและสร้างสวัสดิการที่กินได้จริง ก้าวต่อไปหลังจากนี้ คือการเปลี่ยนแรงสนับสนุนให้กลายเป็นคะแนนเสียงในคูหาประชามติ ผ่านการสร้างความเข้าใจในระดับครัวเรือน เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2569 กลายเป็นกติกาของ “เราทุกคน” อย่างแท้จริง

หมายเหตุอ่านรายงานที่เกี่ยวข้องประกอบใน

  1. https://share.csitereport.com/share2024.php?post_id=53026

  2. https://share.csitereport.com/share2024.php?post_id=53024

  3. ส่องปรากฏการณ์ “ปาตานี” ตื่นตัว! พลังเยาวชน-แฟนบอล-ประชาสังคม ชูแคมเปญ #เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สวนทางกระแส “เงียบเหงา” ในวงสนทนาชาวบ้าน
    ▪️ลิงค์ : http://spmcnews.com/?p=56444

 2,808 total views,  27 views today