อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ (Introduction)
ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้และโอกาสระดับนานาชาติ สำหรับสังคมไทยมุสลิม “มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร” ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เปรียบเสมือน “ตักศิลา” หรือศูนย์กลางทางวิชาการระดับโลกที่เยาวชนไทยจำนวนมากมุ่งหมายจะไปศึกษาต่อ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความลักลั่นด้านมาตรฐานภาษาอาหรับมักเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักเรียนไทยเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวความรู้ได้อย่างเต็มที่
ล่าสุด สำนักจุฬาราชมนตรีได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์ภาษาอาหรับมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร สาขาประเทศไทย” ซึ่งถือเป็นก้าวย่างทางยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการส่งออกนักเรียนไทยไปศึกษาต่อต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง

การดำเนินงานและเป้าหมาย (Execution and Objectives)
จากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 สำนักจุฬาราชมนตรีร่วมกับสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนโดยเน้นไปที่การกระจายตัวของศูนย์กลางการเรียนรู้ใน 2 จุดยุทธศาสตร์หลัก คือ กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับเยาวชนในภาคกลางและภาคเหนือ และปัตตานี เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับนักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความต้องการสูง (อ่านรายละเอียดใน https://share.csitereport.com/share2024.php?post_id=52956)
ภารกิจหลักของศูนย์ฯ ถูกวางไว้บนเสาหลัก 2 ประการ:
- การสร้างมาตรฐานวิชาการ (Academic Standardization): ใช้หลักสูตรและเกณฑ์การวัดผลเดียวกับสถาบันภาษาของอัลอัซฮัรในอียิปต์ เพื่อให้นักเรียนไทยมีความพร้อมในระดับเดียวกับเจ้าของภาษาหรือนักเรียนนานาชาติก่อนการเดินทาง
- การวางระบบธรรมาภิบาล (Good Governance): จัดตั้งกลไกการคัดเลือกนักเรียนทุนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรทุนการศึกษาจะตกไปสู่นักเรียนที่มีศักยภาพและมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
อภิปรายผล (Discussion)
การจัดตั้งศูนย์ภาษาฯ ครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ประการแรกคือ “การลดต้นทุนทางโอกาส” เดิมทีนักเรียนไทยต้องเสียเวลา 1–2 ปีแรกในอียิปต์ไปกับการปรับพื้นฐานภาษา แต่การมีศูนย์ฯ ในไทยจะช่วยให้นักเรียนสามารถ “เริ่มเรียนวิชาการ” ได้ทันทีเมื่อถึงไคโร
ประการต่อมาคือ “การยกระดับความเชื่อมั่น” การที่สถาบันระดับโลกอย่างอัลอัซฮัรให้การยอมรับและร่วมจัดตั้งศูนย์ในไทย เป็นการประกาศนียบัตรทางอ้อมว่าระบบการศึกษาอิสลามในประเทศไทยมีมาตรฐานสูงพอที่จะบริหารจัดการการศึกษาในระดับสากลได้ สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการในระยะยาว
บทสรุป (Conclusion)
โครงการจัดตั้งศูนย์ภาษาอาหรับอัลอัซฮัร สาขาประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดโรงเรียนสอนภาษาเพิ่มเติม แต่คือการวางรากฐาน “ระบบนิเวศการศึกษา” ที่เข้มแข็ง เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และเสริมสร้างอาวุธทางปัญญาให้กับเยาวชนไทย เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพในระดับสากล และสามารถกลับมาทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้ในอนาคต
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Recommendations)
เพื่อให้ศูนย์ภาษาแห่งนี้มีความยั่งยืนและก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่ศูนย์เตรียมความพร้อม ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้:
- การพัฒนาสู่ “ศูนย์กลางการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์” (Creative Hub): ควรมีการจัดกิจกรรมในรูปแบบ Arabic Immersion Camp หรือค่ายภาษาอาหรับแบบเข้มข้นที่เน้นการใช้ชีวิตจริง เพื่อทำลายกำแพงความกลัวในการพูดภาษาต่างประเทศ
- การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (EdTech Integration): ควรมีการนำระบบการเรียนออนไลน์และ AI มาใช้ในการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพสูงสุด
- การขยายกลุ่มเป้าหมาย (Public Service): ในอนาคตควรเปิดหลักสูตรภาษาอาหรับเพื่อธุรกิจและการทูตให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อตอบรับกับการขยายตัวของความสัมพันธ์ทางการค้ากับกลุ่มประเทศอาหรับ (เช่น ซาอุดีอาระเบีย) ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางอาชีพใหม่ๆ ให้แก่คนไทย
- การสร้างเครือข่ายศิษย์เก่า (Alumni Network): ควรมีระบบติดตามผลและเชื่อมโยงรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาจากอียิปต์มาเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ให้แก่รุ่นน้องที่กำลังฝึกฝนที่ศูนย์ฯ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและถ่ายทอดประสบการณ์จริง

13,083 total views, 4 views today

More Stories
“ตรรกะวิบัติ” เมื่อผู้ใหญ่สอนให้รับเงินซื้อเสียง: บทเรียนจากเด็กจริยธรรมศึกษาถึงนักการเมืองรุ่นใหญ่ ดังนั้น เมื่อพูดพลาดแล้วขออภัยอัลลอฮ์ ขอโทษสังคม
จากห้องเรียนสู่ลานศาล: เมื่อเสียง “ปอเนาะ” ลุกขึ้นสู้เพื่อลมหายใจและผืนป่าเขาโต๊ะกรัง
เปลี่ยนปืนเป็นกฎหมาย: ดับไฟใต้ด้วย “พรบ.สันติภาพ” ข้อเสนอหยุดวงจรความรุนแรง 22 ปี จากเวทีสมัชชาประชาชนภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช