มกราคม 29, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

22 ปีแห่งการล่มสลายของ “นิติรัฐ” : บทเรียนจากกฎอัยการศึกสู่ข้อเสนอสันติภาพปาตานี

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: บาดแผลที่ไม่มีวันตกสะเก็ด
     5 มกราคม 2569 เวียนมาบรรจบอีกครั้ง เป็นเวลา 22 ปีเต็ม นับจากเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งในปี 2547 ซึ่งเปรียบเสมือนเสียงปืนแตกที่ปลุกให้กฎหมายพิเศษตื่นขึ้นและปกคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางความสับสนระหว่างการรักษาความปลอดภัยกับการอำนวยความยุติธรรม ประชาชนในปาตานีต้องตกอยู่ภายใต้วงจรของการใช้อำนาจตาม “กฎอัยการศึก” ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ผิดฝาผิดตัว เปรียบเสมือนการใช้ “ขวาน” มาหั่นปลา แทนที่จะใช้ “มีด” ที่คมและเหมาะสมกว่าในทางนิติรัฐ

      มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (Muslim Attorney Centre – MAC) มองว่า “เป็นเวลาถึง 22 ปีแห่งการล่มสลายของนิติรัฐในการใช้กฎหมายพิเศษ โดยเฉพาะกฎอัยการศึกเพื่อแก้ไฟใต้”

การอธิบายและอภิปราย: เมื่อกฎหมายสงครามถูกใช้ในภาวะไม่สงบ
      หัวใจสำคัญของปัญหาคือการใช้ มาตรา 15 ทวิ ของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ที่ให้อำนาจทหารกักตัวบุคคลได้ 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายศาลและไม่มีการตรวจสอบจากองค์กรภายนอก

  • ความไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์: กฎอัยการศึกถูกออกแบบมาเพื่อ “สถานการณ์สงคราม” ที่ต้องรู้ฝักฝ่ายและมีพื้นที่การรบที่ชัดเจน แต่สถานการณ์ชายแดนใต้ไม่ใช่สงครามรูปแบบปกติ การนำกฎหมายที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จมาใช้ จึงนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • การล่มสลายของกระบวนการยุติธรรม: บันทึกการซักถามในชั้นกฎอัยการศึก (7 วัน) มักได้มาโดยที่ผู้ถูกกักตัวไม่มีทนายความหรือญาติเข้าร่วม และถูกนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในศาล แม้จำเลยจะให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นศาลว่าถูกซ้อมทรมานหรือบังคับขู่เข็ญก็ตาม สิ่งนี้ทำให้หลัก “นิติรัฐ” ที่ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพพังทลายลง

เปรียบเทียบกฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับที่บังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
      เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมการคงอยู่ของกฎหมายเหล่านี้ถึงถูกเรียกว่าเป็น “ความซ้ำซ้อนที่บั่นทอนยุติธรรม” ซึ่งสามารถสรุปเปรียบเทียบกฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับที่บังคับใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาให้ ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบกฎหมายพิเศษ 3 ฉบับในพื้นที่ชายแดนใต้

ประเด็นเปรียบเทียบ กฎอัยการศึก (พ.ศ. 2457) พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ (พ.ศ. 2448) พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ (พ.ศ. 2551)
หน่วยงานหลัก กองทัพ (ทหาร) กอ.รมน. / นายกรัฐมนตรี กอ.รมน.
อำนาจกักตัว 7 วัน (ไม่ต้องมีหมายศาล) สูงสุด 30 วัน (ครั้งละ 7 วัน ต้องขอหมายศาล) ไม่มีอำนาจกักตัว (ใช้เพื่อระงับเหตุ/ฝึกอบรม)
สถานที่กักตัว ค่ายทหาร / ศูนย์ซักถาม สถานที่ที่กำหนด (ไม่ใช่สถานีตำรวจ/เรือนจำ) สถานที่ที่กำหนด
การตรวจสอบโดยศาล แทบไม่มี (เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จของทหาร) ศาลปกครองไม่มีอำนาจตรวจสอบ (ยกเว้นศาลแพ่ง/อาญา) ตรวจสอบได้ตามกระบวนการปกติ
ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ ได้รับยกเว้นความรับผิด (ถ้าทำตามหน้าที่) ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย ตรวจสอบความรับผิดได้ตามกฎหมายปกติ
สถานะปัจจุบัน ประกาศใช้ครอบคลุมทุกพื้นที่ 22 ปีเต็ม ประกาศใช้เป็นพื้นที่ (มีแนวโน้มลดลงบางอำเภอ) ใช้ในพื้นที่ที่ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ

วิเคราะห์ความซ้ำซ้อน: “สภาวะยกเว้น” ที่กลายเป็นเรื่องปกติ
จากตารางจะเห็นได้ว่า กฎอัยการศึก คือกฎหมายที่มีอำนาจ “ล้นเกิน” ที่สุดและตรวจสอบได้ยากที่สุด เมื่อนำมาใช้ร่วมกับกฎหมายฉบับอื่น จะเกิดปัญหาดังนี้

  • วงจรกักตัวที่ยาวนาน: ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถกักตัวตามกฎอัยการศึกก่อน 7 วัน แล้วจึงใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ต่ออีก 30 วัน รวมเป็น 37 วันที่บุคคลอาจถูกตัดขาดจากโลกภายนอกก่อนจะถึงมือตำรวจหรือส่งศาล
  • การตัดอำนาจตุลาการ: กฎหมายเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อสร้าง “สภาวะยกเว้น” ทำให้การตรวจสอบจากศาลทำได้ยาก ประชาชนจึงเข้าไม่ถึงความยุติธรรมที่เป็นสากล
  • ความสับสนของประชาชน: การมีกฎหมายหลายฉบับซ้อนกัน ทำให้ชาวบ้านไม่ทราบว่าสิทธิของตนเองในแต่ละสถานะคืออะไร และเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับไหนกันแน่

ข้อสรุปเชิงนโยบาย: สู่ “กฎหมายความมั่นคงฉบับเดียว”
ฝ่ายการเมืองควรพิจารณานโยบาย “สังคายนากฎหมายความมั่นคง” โดยมีแนวทางดังนี้

  • ยกเลิกการใช้กฎหมายซ้อน: หากพื้นที่ใดสงบขึ้น ให้ใช้เพียง พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ และมุ่งหน้าสู่การใช้ ป.วิอาญา (กฎหมายปกติ) เพียงอย่างเดียว
  • ยุติการใช้ค่ายทหารเป็นที่กักตัว: การซักถามหรือควบคุมตัวต้องทำในสถานที่ที่โปร่งใส มีทนายความและญาติเข้าถึงได้ตั้งแต่นาทีแรก
  • คืนอำนาจให้ศาล: ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายพิเศษฉบับใด ศาลต้องมีอำนาจตรวจสอบการควบคุมตัวได้ตลอดเวลา (Habeas Corpus) เพื่อป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย

“การมีกฎหมายหลายฉบับไม่ใช่การสร้างความปลอดภัย แต่คือการสร้างช่องว่างให้ความยุติธรรมหล่นหาย”

ผลวิจัยและการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น
จากการรวบรวมข้อมูลของ ศูนย์ทนายความมุสลิม (MAC) และคณะอนุกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร พบประเด็นสำคัญดังนี้

  • ทางจิตวิทยา: การใช้อำนาจซักถามแบบปิดลับสร้างความหวาดระแวงและ “รอยร้าว” ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ขบวนการทางความคิดนำไปใช้ขยายผล
  • สถิติคดี: คดีความมั่นคงจำนวนมากที่ใช้บันทึกซักถามเป็นหลักฐานหลัก มักถูกศาลยกฟ้องในภายหลังเนื่องจากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่จำเลยต้องสูญเสียอิสรภาพไปแล้วหลายปีในระหว่างพิจารณาคดี

รายงานจาก กมธ. สันติภาพชายแดนใต้: ปัญหาและข้อเสนอแนะ
คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กมธ. สันติภาพ) ได้ระบุปัญหาและข้อเสนอแนะไว้อย่างแหลมคม ดังนี้

ปัญหาที่พบ:

  • กฎหมายซ้อนกฎหมาย: การใช้กฎอัยการศึก ซ้อนด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ สร้างภาระและความสับสนให้กับประชาชน
  • ขาดการตรวจสอบ (Accountability): เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดหรือละเมิดสิทธิมักไม่ต้องรับผิด เนื่องจากมีมาตราคุ้มครองในกฎหมายพิเศษ

ข้อเสนอแนะ:

  • ยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่: เปลี่ยนไปใช้กฎหมายปกติ (ป.วิอาญา) หรือปรับปรุง พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น
  • มาตรการบันทึกภาพและเสียง: บังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ อย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอนการกักตัวของทหาร
  • กระบวนการยุติธรรมทางเลือก: สนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)

ข้อเสนอนโยบายต่อฝ่ายการเมืองหลังการเลือกตั้ง
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ฝ่ายการเมืองต้องกล้าหาญในการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจ ดังนี้

มิติ นโยบายเร่งด่วน
กฎหมาย ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในทุกพื้นที่ และจำกัดการใช้เฉพาะยามสงครามกับอริราชศัตรูภายนอกเท่านั้น
การปกครอง ปฏิรูปโครงสร้าง กอ.รมน. ให้กลับไปเป็นหน่วยงานประสานงาน ไม่ใช่หน่วยงานบริหารและใช้อำนาจเหนือข้าราชการพลเรือน
ความยุติธรรม ตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรมที่ผิดพลาด และตรวจสอบย้อนหลังบันทึกการซักถามที่สุ่มเสี่ยงต่อการทรมาน
เจรจา ผลักดันให้การสร้างสันติภาพเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภา ไม่ใช่เพียงคำสั่งสำนักนายกฯ

บทสรุป: เหตุไม่เปลี่ยน ผลย่อมไม่เปลี่ยน
      22 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า “ขวาน” ไม่อาจใช้ “หั่นปลา” ให้สวยงามได้ การดึงดันใช้กฎอัยการศึกต่อไปมีแต่จะทำให้หลักนิติรัฐล่มสลายและผลักภาระความแค้นไปสู่คนรุ่นต่อไป หากรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่กล้าที่จะวิจารณ์ตัวเองและเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้ตรงกับสภาพปัญหา สันติภาพที่แท้จริงก็จะเป็นเพียงวาทกรรมที่ลอยนวลอยู่ในอากาศ ขณะที่หัวใจของคนปาตานียังคงถูกกักขังอยู่ใน มาตรา 15 ทวิ ต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด

“เพราะหากเหตุไม่เปลี่ยน ผลย่อมไม่เปลี่ยน”

 231 total views,  2 views today