มกราคม 29, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เวเนซุเอลา 2026: เมื่อ “อำนาจอธิปไตย” พ่ายแพ้ต่อ “มาตรฐานใหม่” ของพญาอินทรี อเมริกา และ “เวเนซุเอลามิใช่ประเทศแรก”

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: ปฏิบัติการช็อกโลกกลางดึก
     เช้าตรู่วันที่ 3 มกราคม 2026 โลกต้องตื่นขึ้นมาพบกับพาดหัวข่าวที่เขย่าวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อหน่วยรบพิเศษ Delta Force ของสหรัฐฯ บุกจู่โจมทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงการากัส ควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลาและภรรยาขึ้นเครื่องบินมุ่งหน้าสู่สหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงและยาเสพติด โดยที่ไม่มีความสูญเสียในฝั่งทหารอเมริกันแม้แต่คนเดียว ปฏิบัติการที่ “เร็ว-นิ่ง-แม่น” นี้ ไม่ใช่แค่การจับกุมตัวบุคคล แต่มันคือการส่งสัญญาณว่า “โลกใบเดิม” ที่มีเส้นกั้นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

อธิบาย: สงครามสมัยใหม่และการเจาะจงเป้าหมาย (Precision Warfare)
     สิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลาคือรูปธรรมของ Modern Warfare หรือสงครามสมัยใหม่ ที่เปลี่ยนจากการยกกองทัพขนาดใหญ่เข้าปะทะ (Conventional Warfare) มาเป็นการใช้ “ข่าวกรองเชิงรุก” (Intrusive Intelligence) ผสานกับ “หน่วยปฏิบัติการพิเศษ” (Special Operations Forces)
ข่าวกรองคือหัวใจ: ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการแทรกซึมของ CIA เข้าไปในจุดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเวเนซุเอลา จนรู้ความเคลื่อนไหวแบบนาทีต่อนาที
การตัดหัวมังกร (Decapitation Strike): สหรัฐฯ เลือกที่จะไม่ทำสงครามเต็มรูปแบบกับกองทัพเวเนซุเอลา แต่ใช้วิธีเจาะจงไปที่ตัวผู้นำ เพื่อลดความสูญเสียของพลเรือนและหลีกเลี่ยงการติดหล่มสงครามยืดเยื้อ
การบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน: สหรัฐฯ กำลังแสดงให้เห็นว่า กฎหมายภายในของตนสามารถขยายขอบเขตไปจับกุมผู้นำประเทศอื่นได้ หากผู้นำคนนั้นถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรในสายตาของวอชิงตัน

เวเนซุเอลามิใช่ประเทศแรก
     หากมองผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์ การกระทำของสหรัฐฯ ในปี 2026 คือการ “ทำซ้ำ” และ “พัฒนา” กลยุทธ์ที่เคยใช้มาแล้วในอดีต ซึ่งรวมถึงการจัดการกับบุคคลที่ตัวเองถือว่าเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง
โอซามา บินลาเดน (2011): ปฏิบัติการ Neptune Spear คือต้นแบบที่ชัดเจนที่สุด หน่วย SEAL Team 6 บุกเข้าไปในปากีสถาน—ประเทศที่มีอธิปไตยสมบูรณ์—เพื่อจัดการกับบินลาเดนถึงในที่พัก การทำโดยไม่แจ้งเจ้าของประเทศล่วงหน้าแสดงให้เห็นว่า “ความมั่นคงของสหรัฐฯ อยู่เหนือพรมแดนใดๆ” และกรณีของมาดูโรก็คือการยกระดับจากการสังหารเป็นการ “ลักพาตัวไปขึ้นศาล” ในฐานะนักโทษ
ปานามา (1989): เป็นกรณีที่ใกล้เคียงที่สุด เมื่อสหรัฐฯ ส่งทหารบุกจับ มานูเอล โนรีเอกา ผู้นำที่เคยเป็นเด็กสร้างของ CIA แต่ภายหลังถูกตั้งข้อหายาเสพติด การจับกุมมาดูโรในปี 2026 จึงเป็นเหมือน “Panama Model 2.0” ที่พัฒนาเรื่องเทคโนโลยีให้แม่นยำขึ้น
ลิเบีย (2011): การล่มสลายของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี แสดงให้เห็นว่าการแทรกซึมเพื่อปกป้อง “ประชาธิปไตย” อาจนำไปสู่สภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์กังวลว่าเวเนซุเอลาอาจเดินตามรอย

“มาตรฐานใหม่” ในสายตาของนักวิเคราะห์
ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า นี่คือการสร้างมาตรฐานที่สหรัฐฯ สามารถ “ยึดได้ทุกประเทศ” การที่ทรัมป์นำภาพการจับกุมมาดูโรออกมาโชว์ คือการบอกใบ้แก่ผู้นำทั่วโลกว่า:

“แม้เอ็งจะเป็นผู้นำสูงสุด เป็นประธานาธิบดี เป็นผู้บัญชาการกองทัพ… ข้าสามารถส่งทหารสหรัฐเข้าไปถีบเอ็งตกจากเตียงได้ในสายตาของข้า เอ็งก็เป็นได้แค่ไอ้ปื๊ด”

ไม่ว่าจะเป็นผู้นำรัฐหรือผู้นำกลุ่มติดอาวุธอย่างบินลาเดน หากขวางทางผลประโยชน์ของสหรัฐฯ สภาพที่ได้รับจะไม่ต่างกัน คือถูกลากตัวมาลงโทษตามกฎหมายของสหรัฐฯ ในแผ่นดินสหรัฐฯ

บทสรุป: โลกที่ไร้ความปลอดภัยสำหรับผู้นำ “ประเทศไอ้ปื๊ด”
      เหตุการณ์ที่เวเนซุเอลาในปี 2026 เป็นเครื่องยืนยันว่า ระเบียบโลกเก่า (Old World Order) ที่ยึดถืออธิปไตยของรัฐเหนือสิ่งอื่นใดกำลังถูกสั่นคลอนด้วย “อำนาจดิบ” ที่ฉาบหน้าด้วยกฎหมายและความมั่นคง
     บทเรียนครั้งนี้เตือนใจผู้นำทั่วโลกว่า การมีอำนาจล้นฟ้าในบ้านตัวเอง ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะรอดพ้นจาก “อุ้งมืออินทรี” หากประเทศนั้นไร้อำนาจต่อรองในเวทีระดับโลก สงครามยุคใหม่ไม่ใช่แค่การรบกันที่ชายแดน แต่เป็นการรบกันในห้องนอนของผู้นำประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้ขั้วอำนาจใหญ่ เกมการเมืองโลกหลังจากนี้จึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ใครมีอำนาจเหนือกว่า” ในการเขียนกฎกติกาและบังคับใช้มันได้ทุกที่ ทุกเวลา

 13,755 total views,  2 views today