อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้/รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

บทนำ
สถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองไทยในเดือนกันยายน 2569 กำลังเผชิญกับจุดตัดอันตราย เมื่อปัญหาการกว้านซื้อที่ดินเชิงยุทธศาสตร์และทุนข้ามชาติ ได้เข้ามาปะทะกับ “รากเหง้าความตื่นตัวทางอุดมการณ์” ที่สั่งสมมานาน เมื่อเรื่องนอกประเทศอย่างวิกฤตปาเลสไตน์อาจถูกดึงเข้ามาผูกโยงกับปัญหาคอร์รัปชั่นและอัตลักษณ์ท้องถิ่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอาจจเเกิดเป็นแรงกระแทกที่สั่นคลอนทั้งความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้?
สถานการณ์: จากรากเหง้าปาเลสไตน์ สู่เงื่อนปมที่ดินและเวทีหาดใหญ่
เมื่อปะติดปะตอเรื่องราวทั้งหมด จะเห็นเส้นสายใยที่เชื่อมโยงสถานการณ์เข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ:
รากเหง้าการขับเคลื่อนภาคประชาสังคม (กว่า 2 ทศวรรษ):
การสนับสนุนปาเลสไตน์ในหมู่มุสลิมไทยไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบผ่าน “เครือข่ายการขับเคลื่อนเพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์” ภายใต้ “สภาเครือข่ายมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี” (ดังที่อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ ได้สะท้อนไว้ก่อนหน้านี้ อ่านเพิ่มเติมใน https://spmcnews.com/?p=40423) ซึ่งมุ่งสร้างองค์ความรู้ การจัดประชุมสัมมนานานาชาติ และสื่อสารว่าปัญหานี้คือ “วิกฤตการกดขี่ด้านมนุษยธรรม” ที่พ้นไปจากเรื่องทางศาสนา
การรุกคืบของทุนข้ามชาติและข้อกังขาเรื่องเส้นเงิน:
ในมิติพื้นที่ การเคลื่อนไหวได้ทวีความเข้มข้นขึ้นใน 3-4 ปีหลัง และปะทะเข้ากับสถานการณ์จริง เมื่อกลุ่มทุนอิสราเอลอาจเข้ากว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้รวมมูลค่าเกือบร้อยล้านบาท จน สส. ในพื้นที่ต้องส่งสัญญาณเตือน ‘พลพีร์ สุวรรณฉวี’ รมช.มหาดไทย ให้ลงมาตรวจสอบ ควบคู่ไปกับคำถามถึงที่มาของเงินลงทุนในลักษณะ “คอมมิวนิตี้ปิด” และธุรกิจสุสาน
การยกระดับการเคลื่อนไหวสู่เวทีหาดใหญ่:
จากข้อกังวลเรื่องการถือครองที่ดิน นอมินี และการลงพื้นที่ยื่นหนังสือที่สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ โดยเครือข่ายของ ‘สนธิ ลิ้มทองกุล’ ปัจจุบันสถานการณ์กำลังถูกขยายผลลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ผ่านการตอบรับของ อิหม่าม ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ผู้นำทางศาสนาและนักวิชาการชื่อดัง ที่เตรียมขึ้นเวทีเสวนาหัวข้อ “ต้านยิวรุกคืบไทย” ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันที่ 26 กันยายน 2569 นี้
เมื่อทุนข้ามชาติชนกับ “ปัญหาสามเส้า” และอัตลักษณ์ท้องถิ่น
การผนวกประเด็นเศรษฐกิจ (การถือครองที่ดิน/นอมินี) เข้ากับประเด็นภูมิรัฐศาสตร์โลกและสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่น่ากังวลในหลายมิติ:
โครงสร้างรัฐที่เปราะบางและวัฒนธรรมลอยนวล (Impunity):
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวนักลงทุนต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงเท่านั้น แต่เผชิญกับกำแพงคอร์รัปชั่นและระบบราชการไทยที่เอื้อประโยชน์ ทำให้การตรวจสอบเส้นเงินและการใช้นอมินีอำพรางกลายเป็นอัมพาต
อาจมีการดึงเรื่องระหว่างประเทศมาเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในพื้นที่:
การนำประเด็นความขัดแย้งปาเลสไตน์-อิสราเอลและกระแสต่อต้านทุนยิวมาผูกเข้ากับปัญหาการถือครองที่ดินในชายแดนใต้ ผ่านเวทีเสวนาที่หาดใหญ่ หรือไม่ อาจมีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เส้นแบ่งความรู้สึกทางศาสนาและมนุษยธรรมซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นเชื้อไฟจุดชนวนความขัดแย้ง
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง:
หากปัญหายังคงไร้การแก้ไขอย่างโปร่งใส ความไม่พอใจอาจลุกลามไปสู่การคว่ำบาตรทางธุรกิจ (BDS) บรรยากาศการลงทุนที่สะดุดลง และการปะทะกันระหว่างพลังการเมืองภาคประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐได้
สรุป
ภาพสะท้อนทั้งหมดบ่งชี้ว่า ปัญหาการรุกคืบของทุนต่างชาติและการถือครองที่ดินในพื้นที่ภาคใต้ มิใช่เพียงเรื่องของกฎหมายธุรกิจทั่วไป แต่เป็นโจทย์ความมั่นคงเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวพันกับความรู้สึก ศรัทธา และเครือข่ายการขับเคลื่อนด้านมนุษยธรรมที่สั่งสมมานาน เวทีเสวนา “ต้านยิวรุกคืบไทย” ที่จะเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ในวันที่ 26 กันยายนนี้ จึงอาจเป็นบททดสอบสำคัญยิ่งว่า รัฐบาลจะสามารถเร่งเปิดเผยความจริงและจัดการกับ “เนื้อร้าย” ภายในระบบราชการ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ก่อนที่ไฟใต้จะถูกโหมกระหน่ำด้วยวิกฤตความขัดแย้งข้ามชาติ
คำถามชวนคิด: ท่ามกลางกระแสการตื่นตัวของภาคประชาสังคมและการผนวกประเด็นทุนข้ามชาติเข้ากับอุดมการณ์ปาเลสไตน์ ภาครัฐควรมีมาตรการเชิงรุกอย่างไรในการสร้างความโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลาย?
113 total views, 113 views today

More Stories
พลังพหุวัฒนธรรมกลางวิกฤตน้ำท่วม กทม.: เหตุใดพรรคประชาชาติจึงเลือก “รามคำแหง 53 และ 61” เป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ
รายงานพิเศษ: ทำไมต้องใช้วิชาการ “สันติศึกษา” เพื่อสร้างสันติภาพทั้งโลกนี้ ประเทศไทย และชายแดนใต้?
สันติภาพชายแดนใต้:”Political Will จะเกิดจากผู้มีอำนาจ (รัฐบาลอนุทินฯ)ก็ต่อเมื่อพลังขับเคลื่อนมาจากภาคประชาชนในพื้นที่”