อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้/รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้รายงาน:

ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “สันติศึกษาในโลกอนาคต จะยังมีที่ทางหรือไม่?”
โดย รศ.ดร.มารค ตามไท (ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาความขัดแย้งและสันติศึกษา ประจำปี 2569 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
เนื่องในโอกาสวันสันติภาพโลก (International Day of Peace) 21 กันยายน ซึ่งกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (UN)
บทนำ: พลังแห่งสันติวิธีและบันทึกจากปาฐกถาพิเศษ
จากโอกาสอันดีที่ได้เข้ารับฟังปาฐกถาจาก ผศ.ดร.มารค ตามไท (รศ.ดร.มารค ตามไท) บรมครูด้านสันติวิธี เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเต็ม ณ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มีข้อคิดและประเด็นสำคัญที่สะท้อนว่า พลังสันติวิธี นั้นแท้จริงแล้วเราเรียนสันติศึกษาเพื่อเอาความรู้ แต่จะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เมื่อนำความรู้นั้นไปร่วมสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติ วิชาสันติศึกษาเกิดขึ้นมาเพื่อหาทางออกของสังคมที่ดีกว่าการใช้ความรุนแรง
ในอดีตช่วงต้นของสันติศึกษาอาจถูกมองเป็นปฏิปักษ์ต่อสงครามและความรุนแรง ถูกมองว่าขวางทางสิ่งต่าง ๆ แต่เมื่อความรุนแรงทำให้คนอยู่ร่วมกันไม่ได้ สันติศึกษาจึงกลายเป็นความต้องการของผู้คน และในปัจจุบันรวมถึงอนาคต หากผู้คนและประชาชนยังต้องการการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกัน สันติศึกษาจะมีที่ยืนอย่างแน่นอน
การขับเคลื่อนวิชาการ “สันติศึกษา” (Peace Studies) จึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของอุดมคติหรือวิชาเลือกทั่วไปในมหาวิทยาลัย หากแต่มีความสำคัญในฐานะ “สาขาวิชาการที่เป็นภาคทฤษฎีของงานสร้างสันติภาพ” (โดยต้องแยกแยะระหว่างงานศึกษาการสร้างสันติภาพ กับตัวงานสร้างสันติภาพเองให้ออกจากกันอย่างเป็นระบบ) ท่ามกลางบริบทโลกและสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำถามที่ว่าสันติศึกษาจะมีที่ทางในอนาคตหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการหลัก ดังนี้

1. ความเข้าใจต่อเงื่อนไขของมนุษย์และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
ธรรมชาติของมนุษย์กับความขัดแย้ง: สันติศึกษาตั้งต้นจากมุมมองที่ว่า สันติภาพคือสภาวะปกติของมนุษย์ ส่วนสงครามคือสภาวะผิดปกติ โดยมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเป็น “สายเหยี่ยว” หรือ “สายพิราบ” ด้วยนิสัยสันดาน หน้าที่ของวิชาการสายนี้จึงต้องศึกษาวิจัยว่า เหตุใดคนทั่วไปจึงเปลี่ยนสถานะกลายมาเป็นเหยี่ยวหรือพิราบ และทำไมจึงเกิดการแปรเปลี่ยนท่าทีกลับไปกลับมา
ความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ: การที่มนุษย์ยังคงต้องเห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันตินั้นถือเป็นเงื่อนไขชี้ขาดที่ทำให้สันติศึกษายังคงมีที่ทาง
กับดักทางความคิดและวิธีปฏิบัติ: คนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพ แท้จริงแล้วไม่ใช่คนชอบฆ่าคน แต่คือคนพร้อมที่จะฆ่าคนเพื่อปกป้องอย่างอื่นที่ตนเชื่อว่าสำคัญกว่า ภายใต้หลักการคิดที่ว่า “เป้าหมายให้ความชอบธรรมกับวิธีการ” (ที่จะใช้ในการไปถึงเป้าหมายนั้น) ซึ่งสันติศึกษาต้องเข้าไปทำความเข้าใจและท้าทายชุดความคิดเช่นนี้
การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต: เมื่อมองผ่านมุมมองอนาคตศาสตร์ เช่นแนวคิดของ Ray Kurzweil ใน The Singularity is Nearer ที่มองว่าภายใน 20 ปีข้างหน้า ปัญญามนุษย์และปัญญาเครื่องจักรจะรวมกันเป็นหนึ่ง ทำให้ลักษณะการตัดสินใจของมนุษย์ในเรื่องต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สันติศึกษาจึงต้องปรับตัวเพื่อทำความเข้าใจพลวัตการตัดสินใจและความขัดแย้งรูปแบบใหม่เหล่านี้
2. บทบาทและการยอมรับของฝ่ายถืออำนาจในสังคม
การเชื่อมั่นในองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้ง: การมีที่ทางของสันติศึกษาในอนาคตย่อมขึ้นอยู่กับการที่ฝ่ายถืออำนาจในสังคมตระหนักและเชื่อมั่นในองค์ความรู้ด้านการจัดการความขัดแย้ง เพื่อนำมาใช้ขับเคลื่อนกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างจริงจัง
สะพานเชื่อมระหว่างนโยบายและวิชาการ: ในระดับสากลมีตัวอย่างที่หน่วยปฏิบัติงานด้านความมั่นคงเปิดใจรับฟังนักวิชาการเพื่อร่วมกันทบทวนยุทธศาสตร์ (เช่น รายงานประเมินระดับโลกเกี่ยวกับนโยบายและหลักการปฏิบัติต่อต้านการก่อการร้าย จากมหาวิทยาลัยเซนทรัลฟลอริดา) ซึ่งสะท้อนว่าผู้มีอำนาจจำเป็นต้องพึ่งพาองค์ความรู้เชิงระบบเพื่อคลี่คลายวิกฤต
3. สันติศึกษาในประเทศไทยและพื้นที่ชายแดนใต้: เข็มทิศนำทางสู่สันติภาพเชิงบวก
รากเหง้าจากการจัดการความขัดแย้งเชิงรูปธรรม: หากมองย้อนกลับไป สันติศึกษาในประเทศไทยเกิดขึ้นในช่วงแรก ๆ จากประเด็นปัญหาเรื่อง “เขื่อนปากมูล” ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้ผ่านความขัดแย้งด้านทรัพยากรและการพัฒนา
เป็นแขนวิจัยในการดับไฟใต้และวิกฤตสิ่งแวดล้อม: ในอนาคตอันใกล้นี้ สันติศึกษาในประเทศไทยทำหน้าที่เป็นแขนวิจัยสำคัญในการจัดการกับความขัดแย้งรุนแรง ทั้งงานดับไฟใต้และความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ความขัดแย้ง (Conflict Analysis) และการศึกษาการสร้างสันติภาพเชิงบวก
เข้าใจความรู้สึกของคู่เจรจา: รัฐไทยต้องตระหนักว่าประชาชนในพื้นที่บางส่วนรู้สึกราวกับกำลังเผชิญสถานะ waterboarding (หายใจไม่ออกในสภาวะปัจจุบัน) จนต้องดิ้นรนทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอด การสร้างความเข้าใจเชิงลึกนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง (แม้การทำ Conflict Analysis อย่างสมบูรณ์ในพื้นที่อาจเผชิญข้อจำกัดทางกฎหมายก็ตาม)
การจัดการรากเหง้าและการสร้าง Political Will: การดับไฟป่าจะต้องไม่เหลือเชื้อไฟที่รากใต้ดิน (Root Cause) ควบคู่ไปกับการศึกษาวิธีการผลักดันให้เกิดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) จากฝ่ายรัฐ ตลอดจนการยกระดับการสื่อสารสาธารณะในสังคมไทย เพื่อให้สังคมมองเห็นความสำคัญของสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการวางยุทธศาสตร์ชาติของไทยบนฐานของสันติวิถี โดยมีตัวอย่างจากต่างประเทศอย่างนอร์เวย์และสวีเดนมาเทียบเคียง
บทสรุป: อดีต ความเสี่ยง และการก้าวไปข้างหน้า
ในมิติของการมองอดีต เราสามารถอยู่กับอดีตและยอมรับอดีตของเราว่าเป็นของเรา สร้างความสัมพันธ์กับอดีตได้ แต่ต้องไม่ปกป้องอดีตจนไปทำร้ายอดีตของผู้อื่น ต้องเคารพอดีตของกันและกัน เพื่อที่จะได้มาสร้างอนาคตร่วมกันอย่างแท้จริง
เนื่องจากการสร้างสันติภาพเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง และการทำสันติภาพในชายแดนใต้นั้น ในทิศทางที่ดีจะต้องมาจากความเข้มแข็งของคนข้างใน ดังคำกล่าวที่ว่า:
”สันติภาพที่ปาตานี จะมาถึง เมื่อประชาชนเลิกกลัว และกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้อง“
— รศ.ดร.มารค ตามไท
“สันติภาพไม่ใช่ความเงียบงันของการไร้ซึ่งความขัดแย้ง แต่คือความสามารถในการจัดการความขัดแย้งด้วยหัวใจที่เป็นธรรมและปัญญาญาณ”
การกลัวไม่ได้ผิด แต่ถ้าจะสร้างอนาคตการอยู่ร่วมกัน เราต้องไม่กลัว
สันติภาพคือความเสี่ยง
ออนาคตที่ไม่ลืมอดีต แต่ไม่ให้อดีตของเราทำร้ายใคร
เนื่องใน วันสันติภาพโลก (21 กันยายน) คำตอบสำหรับคำถามที่ว่าสันติศึกษาในโลกอนาคตจะยังมีที่ทางหรือไม่นั้น ชัดเจนแล้วว่า สันติศึกษายิ่งทวีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะเข็มทิศทางปัญญาที่จะค้ำจุนไม่ให้โลก ประเทศไทย และพื้นที่ชายแดนใต้ต้องหลงทางไปกับวังวนความรุนแรงที่ซับซ้อนขึ้นในอนาคต
มาร่วมสร้างอนาคตของการอยู่ร่วมกัน
หมายเหตุ ผู้เขียนสรุปเป็นภาพรวมในภาษาผู้เขียนอาจมีข้อตกหล่น ไม่ครอบคลุม
หากต้องการฟังฉบับเต็มท่านสามารถชมย้อนหลังใน
https://www.facebook.com/share/v/19Vyzzo53i/?mibextid=wwXIfr

1,718 total views, 1,718 views today

More Stories
พลังพหุวัฒนธรรมกลางวิกฤตน้ำท่วม กทม.: เหตุใดพรรคประชาชาติจึงเลือก “รามคำแหง 53 และ 61” เป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ
สันติภาพชายแดนใต้:”Political Will จะเกิดจากผู้มีอำนาจ (รัฐบาลอนุทินฯ)ก็ต่อเมื่อพลังขับเคลื่อนมาจากภาคประชาชนในพื้นที่”
จากศรัทธาสู่ประชาธิปไตยฐานราก: ถอดบทเรียน “ตลาดกือดารายอ มัสยิดรายอ” พื้นที่พหุวัฒนธรรมและสันติภาพยั่งยืนชายแดนใต้