กันยายน 30, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ยุทธศาสตร์ใหม่ดับไฟใต้: เปลี่ยนผ่านสู่การกระจายอำนาจ หรือติดกับดัก “รวมศูนย์” แบบเดิม? การเมืองนำการทหารหรือการทหารนำการเมืองในแง่ปฏิบัติ

แชร์เลย

อุตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้/รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

      สถานการณ์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญ เมื่อภาครัฐภายใต้การนำของ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ผ่านการจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระดับอำเภอ” (ศบข.จชต.อำเภอ) ใน 14 อำเภอนำร่องตามแนวชายแดนไทย–มาเลเซีย โดยมุ่งชูจุดเด่นเรื่องการผลักดันให้ “ศปก.อำเภอ” มีอำนาจตัดสินใจได้เอง ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

      ทว่า เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างอำนาจและข้อเสนอจากภาคประชาสังคมและงานวิชาการแล้ว ยุทธศาสตร์ใหม่นี้ยังคงเผชิญคำถามสำคัญว่า เป็นการ “กระจายอำนาจ” อย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงการปรับแต่งกลไกภายใต้กรอบ “การทหารนำการเมือง” และการรวมศูนย์อำนาจแบบเดิมที่ถูกย่อส่วนลงมาในระดับอำเภอเท่านั้น?

1. จากนโยบายสู่การปฏิบัติ: เคาะแผน 14 อำเภอนำร่อง ณ โรงแรมลากูน่า สงขลา

       ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ โรงแรมลากูน่า จังหวัดสงขลา ทาง ศอ.บต. ร่วมกับ สมช. และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและนำเสนอแผนปฏิบัติการระดับอำเภออย่างเป็นรูปธรรม โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีปิด พร้อมรับฟังการนำเสนอแผนจากตัวแทน 4 อำเภอนำร่อง (ได้แก่ อำเภอจะแนะ, กาบัง, สุไหงโก-ลก และแว้ง) ครอบคลุม 14 อำเภอตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ได้แก่:

  • สงขลา (3 อำเภอ): จะนะ, นาทวี, สะบ้าย้อย
  • ยะลา (5 อำเภอ): กาบัง, ยะหา, บันนังสตา, ธารโต, เบตง
  • นราธิวาส (6 อำเภอ): จะแนะ, แว้ง, สุคิริน, สุไหงโก-ลก, สุไหงปาดี, ตากใบ

การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการในระดับอำเภอนี้ ได้ถูกกรอบแนวคิดออกเป็น 4 ด้านหลัก ที่มุ่งตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะพื้นที่ ได้แก่:

  • งานด้านความมั่นคง: การข่าว การสร้างพื้นที่ปลอดภัย และการควบคุมชายแดน
  • งานด้านการพัฒนา: ส่งเสริมพหุวัฒนธรรมให้เข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิต
  • งานด้านการสร้างภูมิคุ้มกัน: มุ่งเน้นกลุ่มเยาวชนทั้งในและนอกสถานศึกษา
  • งานด้านการอำนวยความยุติธรรม: ลดความเงื่อนไขความขัดแย้งในพื้นที่

     ทั้งนี้ พล.ท.อดุลย์ ได้เน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการทำงานว่า จะต้องยึด “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ดึงทุกภาคส่วนทั้งผู้นำท้องถิ่น ศาสนา ภาคเอกชน และประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้แผนปฏิบัติการจากระดับพื้นที่นี้ถูกนำไปต่อยอดและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ระดับชาติได้อย่างไร้รอยต่อ

2. วิเคราะห์โครงสร้าง: “กระจายอำนาจ” หรือแค่ “กระจายภาระ” ลงสู่พื้นที่?

      แม้รัฐบาลจะพยายามเน้นย้ำแนวคิด “แบ่งกันรบ แบ่งกันรุก” และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ (สมรภูมิ ต่อ สมรภูมิ) แต่กลไกขับเคลื่อนหลักยังคงยึดโยงกับหน่วยงานความมั่นคง เช่น กอ.รมน.ภาค 4 สน., ศอ.บต. และ สมช. ซึ่งเป็นโครงสร้างรวมศูนย์จากส่วนกลาง การมอบอำนาจให้ “ศปก.อำเภอ” มีอำนาจตัดสินใจในระดับหนึ่ง จึงเป็นเพียงการกระจายงานด้านปฏิบัติการ (Operational Decentralization) มากกว่าการกระจายอำนาจทางการเมืองและการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเบ็ดเสร็จ (Political/Democratic Decentralization) ที่เปิดให้ประชาชนและท้องถิ่นเลือกอนาคตของตนเองได้จริง

3. บทเรียน 22 ปี: เสียงสะท้อนจากงานวิชาการและภาคประชาสังคม

      งานเสวนาทางวิชาการและเสียงสะท้อนจากนักวิชาการและภาคประชาสังคม เช่น ศ.ดร.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว, ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช, และ น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้ชี้ตรงกันว่า ความขัดแย้งตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมาไม่สามารถคลี่คลายได้ด้วยปลายกระบอกปืนหรือมาตรการความมั่นคงแบบดั้งเดิม

  • พื้นที่การเมืองที่ปลอดภัย: การดึงเยาวชนและประชาชนออกจากวงจรความขัดแย้งต้องอาศัยการเปิด “พื้นที่การเมืองที่ปลอดภัย” ไม่ใช่การเฝ้าระวังหรือจำกัดสิทธิ
  • เจตจำนงทางการเมือง (Political Will): ดังที่ รศ.ดร.มารค ตามไท ได้สะท้อนในปาฐกถาเนื่องในวันสันติภาพโลกไว้ว่า “สันติภาพที่ปาตานี/ชายแดนใต้จะมาถึง เมื่อประชาชนเลิกกลัว และกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้อง” ซึ่งตอกย้ำว่า Political Will จากภาครัฐจะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากแรงขับเคลื่อนและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากภาคประชาชนในฐานะ “ผู้กำหนดวาระ” (Agenda Setter) (อ่านเพิ่มเติมใน https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/57403)

4. ทางออกเชิงโครงสร้าง: จาก “นักรบ” สู่ “นักสร้างสันติภาพ”

      การปรับยุทธศาสตร์ดับไฟใต้จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนผ่านมุมมองของผู้มีอำนาจ ตามที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ และ พ.ต.อ.ทวี ได้สะท้อนมุมมองไว้ว่า ฝ่ายที่ถืออาวุธต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “นักรบ” สู่ “นักสร้างสันติภาพ” โดยใช้กำลังทหารเป็นเพียงเครื่องมือสร้างสภาวะแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อเปิดทางให้กระบวนการทางการเมือง การพัฒนาพหุวัฒนธรรม และกระบวนการพูดคุยสันติสุขเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

( อ่านประกอบ

https://www.tcijthai.com/news/2026/12/article/15325, https://www.tcijthai.com/news/2026/9/article/15326)

 2,355 total views,  777 views today

You may have missed