กันยายน 30, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เมื่อ ‘ความไม่รู้จักหวัน’ เหยียบย่ำพื้นที่ศรัทธา กาลเทศะ พื้นที่ปลอดภัย และบทเรียนซ้ำซากจากมัสยิดกลางสงขลา และข้อเสนอแนะ

แชร์เลย

อุตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้/รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

      เหตุการณ์ดราม่ากรณีแบรนด์เสื้อผ้าถ่ายคลิปเต้นโปรโมทสินค้าบริเวณระเบียงทางเดินของมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคม จนกระทั่งต้องลบโพสต์และออกมาขอโทษ สะท้อนให้เห็นถึงรอยต่ออันเปราะบางระหว่าง การตลาดสมัยใหม่ กับ ความเคารพต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ บทเรียนครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญให้สังคมกลับมาทบทวนเรื่อง กาลเทศะ และการให้เกียรติศาสนสถานทุกศาสนาอย่างจริงจัง

1. คำนิยามและหลักการแห่งกาลเทศะ และนิยาม “ความไม่รู้จักหวัน”

     กาลเทศะ หมายถึง ความเหมาะสม ความรู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำในเวลา สถานที่ และสถานการณ์ใด หลักการนี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในสังคมมุสลิมหรือวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งเท่านั้น แต่เป็น บรรทัดฐานสากลร่วมกันของมนุษยชาติ ที่สะท้อนผ่านการรู้จักเคารพสถานที่และบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นวัด โบสถ์ มัสยิด หรือศาสนสถานอื่นใด การแสดงออกย่อมต้องสอดคล้องกับบริบทของสถานที่นั้น ๆ เสมอ

     ความไม่รู้จักหวัน เป็นสำนวนภาษาถิ่นใต้ที่มีพลังในการอธิบายพฤติกรรมความบุ่มบ่าม ความไร้เดียงสาเชิงลบ ความบ้องตื้น หรือการขาดความยับยั้งชั่งใจและความตระหนักรู้ต่อกาลเทศะอย่างถึงแก่น เมื่อนำมาประกอบกับพฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะหรือศาสนสถาน จึงหมายถึงการกระทำที่ปราศจากการไตร่ตรอง ขาดความเคารพต่อสถานที่ และวิ่งตามแต่กระแสหรือยอดวิวโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบทางจิตใจของผู้อื่น

2. เมื่อ “พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์” ถูกลดทอน: บทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำซาก

      เหตุการณ์ทำนองนี้ที่เกิดขึ้น ณ มัสยิดกลางจังหวัดสงขลา ถือเป็นเครื่องย้ำเตือนว่า นี่มิใช่ครั้งแรก ที่ศาสนสถานสำคัญแห่งนี้ต้องเผชิญกับการถูกใช้เป็นฉากหลังในการผลิตคอนเทนต์ที่ไม่คำนึงถึงความเหมาะสม บ่อยครั้งที่พื้นที่ศูนย์รวมจิตใจและสัญลักษณ์ทางศาสนาถูกมองเป็นเพียง “โลเคชันสวยงาม” สำหรับการสร้างกระแส ปรากฏการณ์เช่นนี้จึงสะท้อนถึงการขาดความตระหนักรู้และความเข้าใจเชิงบริบทของครีเอเตอร์ จนกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมยุคดิจิทัล หรือที่สะท้อนผ่านเสียงสะท้อนทางสังคมว่าเป็นอาการ “ความไม่รู้จักหวัน” ที่ขาดความยับยั้งชั่งใจอย่างแท้จริง

3. คุณค่าทางจิตวิญญาณ: สิ่งที่เศรษฐกิจทุนนิยมไปไม่ถึง

     ในยุคปัจจุบันที่ระบบทุนนิยมและสื่อสังคมออนไลน์ขับเคลื่อนด้วย ยอดวิว ยอดแชร์ และกระแส (Engagement) ครีเอเตอร์และแบรนด์สินค้าจำนวนมากมักวิ่งตามกระแสเพื่อสร้างผลกำไรทางเศรษฐกิจ จนหลงลืมมิติทางจิตวิญญาณ

      ศาสนสถานไม่ใช่ฉากหลัง (Background) ทั่วไปสำหรับการสร้างความบันเทิง แต่เป็น พื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิญญาณ (Spiritual Safe Space) เป็นศูนย์รวมศรัทธา ที่ซึ่งจิตใจมนุษย์เชื่อมโยงกับความสงบ ความศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งสูงสุด ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ด้วยตัวเงิน และเป็นสิ่งที่พลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทุนนิยมไม่ควรล้ำเส้นเข้าไปหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างไร้ขอบเขต

4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: มาตรการและการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้

      ในฐานะหน่วยงานหลักทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารจัดการมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา สำนักคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา สามารถนำ เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงแนวปฏิบัติจากมัสยิดชื่อดังในต่างประเทศ เช่น ประเทศมาเลเซีย มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ครับ:

      กำหนดระเบียบและแนวปฏิบัติการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน (Code of Conduct): ออกประกาศหรือระเบียบข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับการเข้าเยี่ยมชม การถ่ายภาพ และการถ่ายทำคอนเทนต์ในบริเวณมัสยิด โดยระบุข้อห้ามที่ชัดเจน เช่น การห้ามถ่ายแฟชั่น ถ่ายคลิปเต้นเพื่อความบันเทิงเชิงพาณิชย์ หรือการแต่งกายที่ไม่รัดกุมเรียบร้อย

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI (Digital & AI-Driven Management):

       ระบบคิวและการลงทะเบียนอัจฉริยะ (Smart Registration & QR Code): ถอดบทเรียนจากมัสยิดสำคัญในมาเลเซีย (เช่น มัสยิดปุตรา หรือมัสยิดดินแดนสหพันธ์ กัวลาลัมเปอร์) ที่มีการใช้ระบบดิจิทัล เช่น การสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนเข้าชม การให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ และการแสดงข้อปฏิบัติ (Do’s and Don’ts) แก่นักท่องเที่ยวทันทีที่เข้ามาในพื้นที่

      การใช้ระบบ AI ตรวจจับและคัดกรองพฤติกรรม (AI Surveillance & Monitoring): นำระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI มาช่วยตรวจจับความผิดปกติ เช่น พฤติกรรมการกระโดดโลดเต้น การแต่งกายผิดระเบียบในเขตพื้นที่หวงห้าม เพื่อแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าตักเตือนได้ทันท่วงทีก่อนที่ภาพหรือคลิปจะไม่เหมาะสมจะถูกเผยแพร่สู่โลกออนไลน์

      แพลตฟอร์มให้ข้อมูลและการท่องเที่ยวเชิงศาสนา: พัฒนาหรือเชื่อมโยงกับระบบแนะนำการท่องเที่ยวอัจฉริยะ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจวัฒนธรรมและข้อจำกัดของพื้นที่มัสยิดล่วง หน้า

      จัดตั้งจุดคัดกรองและเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย: มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดหรืออาสาสมัครคอยให้คำแนะนำ ตักเตือน และสอดส่องดูแลผู้เข้ามาเยี่ยมชมในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

       ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติ (Signage): ติดตั้งป้ายสัญลักษณ์และข้อความเตือนหลายภาษาในจุดที่มองเห็นเด่นชัด เพื่อสื่อสารให้สาธารณชนรับทราบถึงสถานะของสถานที่

       ระบบขออนุญาตอย่างเป็นทางการสำหรับกองถ่ายและสื่อ: กำหนดให้กองถ่ายรายการ แบรนด์สินค้า หรือสื่อมวลชนที่ต้องการใช้พื้นที่ต้องยื่นขออนุญาตล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ พร้อมระบุวัตถุประสงค์และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

5. บทบาทของ “รัฐ”: การหนุนเสริมเชิงโครงสร้างเพื่อพหุวัฒนธรรมและสันติภาพชายแดนใต้

      ในเมื่อหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงและท้องถิ่น ต่างได้รับผลประโยชน์ทางอ้อมจากเม็ดเงินของนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รัฐจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการเข้ามาหนุนเสริมและยกระดับมาตรฐาน มากกว่าการปล่อยให้ชุมชนหรือศาสนสถานต้องเผชิญปัญหาและรับมือตามลำพัง โดยมีแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้:

      สนับสนุนงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล: รัฐควรสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งระบบเทคโนโลยี เช่น ระบบลงทะเบียนอัจฉริยะ ป้ายดิจิทัลหลายภาษา หรืออุปกรณ์สนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อแบ่งเบาภาระของสำนักคณะกรรมการอิสลามฯ และมัสยิด

      บูรณาการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างมีจริยธรรม (Ethical Cultural Tourism): กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ต้องร่วมมือกับผู้ประกอบการและ Influencer ในการสร้าง “แนวปฏิบัติกลางสำหรับการผลิตสื่อในพื้นที่พหุวัฒนธรรม” พร้อมทั้งบรรจุเรื่องกาลเทศะทางศาสนาลงในหลักสูตรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

      ส่งเสริมการเรียนรู้พหุวัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ: การดูแลมัสยิดกลางสงขลาและศาสนสถานอื่นๆ ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและสง่างาม ถือเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจอันดีระหว่างพี่น้องต่างศาสนิก การสนับสนุนจากรัฐในการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมชายแดนใต้ จะช่วยลดอคติ สร้างความตระหนักรู้ระดับชาติ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อน “สันติภาพชายแดนใต้” ผ่านมิติทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน

บทสรุป

กรณีศึกษาจากมัสยิดกลางสงขลาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่า ความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ไร้ซึ่งความเคารพ การทำคอนเทนต์ในยุคดิจิทัลเติบโตได้โดยไม่ต้องเหยียบย่ำคุณค่าทางจิตใจของผู้อื่น การผสานความร่วมมือระหว่างมาตรการภายในของชุมชน การนำเทคโนโลยี AI มาช่วยบริหารจัดการ และการสนับสนุนอย่างจริงจังจาก “ภาครัฐ” จะช่วยปกป้องคุณค่าของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมทั้งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืนและเกื้อหนุนสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง

 2,319 total views,  756 views today

You may have missed