ผู้เขียน: รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
บทนำ: เสียงสะท้อนข้ามกาลเวลาจาก “กระสุนนัดละบาท”

เกือบห้าสิบปีก่อน ซือโก๊ะ แซกอ ของสุชีพ ณ สงขลา ได้บันทึกร่องรอยความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแฟ้มข่าวชื่อ “กระสุนนัดละบาท” ต่อมา ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้นำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้งในหนังสือ ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”: ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ โดยเสนอประเด็นสำคัญว่า ความรุนแรงไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนสงบลง
เพราะหลังจากนั้น จะเกิดการต่อสู้อีกชั้นหนึ่งว่า เกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้ถูกกระทำ และคำอธิบายของใครจะได้รับการยอมรับให้มีสถานะเป็น “ความจริง” (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, 2551; สุชีพ ณ สงขลา, 2522)
คำถามเก่าแก่ดังกล่าวได้หวนกลับมาในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่เจ็บปวดจากเหตุการณ์ที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บระหว่างเดินทางกลับบ้านกับพรรคพวก ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 จนนำไปสู่คำถามสำคัญที่สังคมกำลังรอคำตอบ:
กระสุนมาจากไหน ?
ปฏิบัติการข่าวสารกับสิทธิในการรับฟัง
ข้อพิพาทเรื่องที่มาของกระสุน: ฝ่ายผู้บาดเจ็บและพยานในที่เกิดเหตุระบุว่ากระสุนมาจากเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่ฝ่ายทหารยืนยันว่าแม้มีเฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติภารกิจ แต่ไม่มีการใช้อาวุธ ขณะที่ตำรวจและหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์กำลังเร่งตรวจสอบหัวกระสุนและปลอกกระสุน
ท่าทีของหน่วยงานรัฐ: ล่าสุด หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุถึงการ “บิดเบือนข้อเท็จจริง” และขอให้ประชาชนกับสื่อมวลชนรับฟังข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบรอบด้าน
หน่วยงานที่ถูกกล่าวหามีสิทธิชี้แจงและปกป้องเจ้าหน้าที่ แต่คำชี้แจงของคู่กรณีไม่ควรถูกถือเป็นข้อยุติ และยิ่งไม่ควรใช้คำว่า “บิดเบือนข้อเท็จจริง” เร็วกว่ากระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง สิ่งที่รัฐควรทำคือการเปิดพื้นที่ให้หลักฐานทำงาน ไม่ใช่รีบช่วงชิงชนะการรับรู้ของสังคมผ่านปฏิบัติการข่าวสาร (IO) หรือพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของครอบครัวและผู้ที่ตั้งคำถาม
การให้น้ำหนักกับผู้ถูกกระทำไม่ได้หมายถึงการเชื่อคำให้การโดยไม่ตรวจสอบ แต่หมายถึงสิทธิของผู้ที่มีบาดแผลบนร่างกายที่จะได้รับการรับฟัง คุ้มครอง และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม
ข้อจำกัดของการสอบสวนแบบราชการสู่ข้อเสนอ “คณะกรรมการอิสระ”
ปัญหาสำคัญไม่ใช่การขาดแคลนเครื่องมือของรัฐ แต่คือ บุคคล คณะ หรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้ค้นหาความจริง และประชาชนจะเชื่อมั่นกระบวนการนั้นได้มากเพียงใด
การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแบบราชการตามปกตินั้นไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากมีทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงเป็นแกนกลาง เนื่องจากผู้ถูกตั้งข้อสงสัยไม่ควรทำหน้าที่ควบคุมหลักฐาน กำหนดประเด็นสอบ และรับรองผลสอบของตนเอง
ข้อเสนอทางออก: กรณีนี้ควรมี “คณะกรรมการค้นหาความจริงที่เป็นอิสระจริง” ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์, แพทย์นิติเวช, ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและวิถีกระสุน, นักกฎหมาย, นักสิทธิมนุษยชน, ภาคประชาสังคม และบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือในพื้นที่ โดยหน่วยงานความมั่นคงมีหน้าที่เปิดข้อมูลและส่งมอบหลักฐานอย่างเต็มที่
บทเรียนจากอดีต: ทำไม “การเยียวยา” จึงไม่ใช่ “ความยุติธรรม”
งานวิจัยของ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช เรื่อง “เมื่อความจริงคือจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม: กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้” ซึ่งศึกษาคณะกรรมการ 11 ชุด ระหว่างปี 2553–2558 (ครอบคลุมหลายกรณี เช่น เหตุการณ์ที่สะเอะ ตันหยงลิมอ หรือบ้านโต๊ะชูด) ได้ชี้ให้เห็นสองด้านที่สำคัญ:
ประโยชน์ของกลไกอิสระ: ช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ยากจะปรากฏผ่านกระบวนการปกติ โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธผิดพลาดหรือการสังหารนอกกฎหมาย
ข้อจำกัดที่ต้องแก้ไข: คณะกรรมการชุดเดิมมักขาดอำนาจบังคับทางกฎหมาย ไม่มีเครื่องมือคัดง้างข้อมูลของราชการ และที่สำคัญคือ ปลายทางมักจบลงที่ “การเยียวยา” (จ่ายเงินช่วยเหลือ) โดยแยกขาดจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา รายงานถูกจัดทำขึ้นแต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เป็นฐานในการสืบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเป็นระบบ
หากจะตั้งคณะกรรมการสำหรับกรณีจะแนะ จึงต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีต คณะกรรมการต้องเข้าถึงหลักฐานได้จริง คุ้มครองพยาน และเชื่อมโยงผลการตรวจสอบเข้ากับพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมโดยตรง
บทสรุป: ความจริง สู่ความไว้วางใจ
ความไว้วางใจคือทุนทางการเมืองที่ขาดแคลนที่สุดในชายแดนใต้ รัฐสามารถใช้กฎหมายพิเศษหรือควบคุมพื้นที่ได้ แต่ไม่สามารถสั่งให้ประชาชนไว้วางใจได้ ความเชื่อฟังอาจเกิดจากอำนาจ แต่ความไว้วางใจเกิดจากประสบการณ์ที่ว่า เมื่อรัฐถูกกล่าวหา รัฐยอมให้หลักฐานทำงานด้วยมาตรฐานเดียวกัน
หากเจ้าหน้าที่ทำถูก รัฐควรปกป้องด้วยข้อเท็จจริง แต่หากทำผิด รัฐต้องไม่ปกป้องความผิดด้วยเครื่องแบบ ความรุนแรงของขบวนการติดอาวุธเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้และต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด แต่ความผิดของฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ใบอนุญาตให้อีกฝ่ายพ้นจากการตรวจสอบ เพราะรัฐคือผู้ถืออาวุธโดยอ้างความชอบธรรมจากกฎหมาย
“การค้นหาความจริงอาจเป็นวิธีที่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากที่สุด สิ่งที่ทำให้มันมีราคาสูงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการค้นหา หากคือความรับผิดที่อาจตามมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ และเมื่อถึงเวลานั้น อำนาจ ตำแหน่ง หรือคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดก็ไม่ควรอยู่เหนือหลักฐาน”
แนะนำหนังสือ / เอกสารอ้างอิง
ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2551). ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”: ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช. (2559). เมื่อความจริงคือจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม: กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้. ฟ้าเดียวกัน, 14(2), 97–129.
สุชีพ ณ สงขลา. (2522). ซือโก๊ะ แซกอ. พาสิโก. (หนังสือหายาก)
หมายเหตุ เนื้อหาส่วนใหญ่ปรับจาก https://www.facebook.com/share/p/1CxbT6seVf/?mibextid=wwXIfr
127 total views, 2 views today

More Stories
ศอ.บต. ชูมาตรา 11 พรบ.บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังเสียงทุกภาคส่วน ลุยขับเคลื่อน 6 มิติพัฒนาใต้
“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” บนเส้นทางดับไฟใต้: ทุบกะลา “การทหารนำการเมือง” ย้อนรอยโมเดล “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” สู่ “สนามการศึกษา”, ถอดรหัสโครงสร้างอำนาจซ้อนและความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย “สมช.-กอ.รมน.-ศอ.บต.”, แฉแผลเป็นทุจริต-วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด, วิกฤตโควตาการเมืองเลขาธิการ ศอ.บต., ตีแผ่เครือข่าย “ทุนเทา-อาชญากรรมข้ามแดน”, ชำแหละวาทกรรม “เกษตรกรไม่รวย” กับโครงสร้างรัฐอุ้มทุนใหญ่, พร้อมเจาะลึก 6 มิติปฏิรูป และโมเดลพลังภาคประชาชนคุมเบ็ดเสร็จ
ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ในมือ “เสธ.ปูด้วง”: เปลี่ยนผ่าน สมช. สู่การนำของทหารและความท้าทายในชายแดนใต้