กันยายน 4, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

จาก “กระสุนนัดละบาท” ถึง “กระสุนมาจากไหน”: ทวงถามความจริงและความยุติธรรมในชายแดนใต้

แชร์เลย

ผู้เขียน: รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

บทนำ: เสียงสะท้อนข้ามกาลเวลาจาก “กระสุนนัดละบาท”

       เกือบห้าสิบปีก่อน ซือโก๊ะ แซกอ ของสุชีพ ณ สงขลา ได้บันทึกร่องรอยความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผ่านเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแฟ้มข่าวชื่อ “กระสุนนัดละบาท” ต่อมา ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ได้นำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาอีกครั้งในหนังสือ ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”: ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ โดยเสนอประเด็นสำคัญว่า ความรุนแรงไม่ได้จบลงเมื่อเสียงปืนสงบลง

      เพราะหลังจากนั้น จะเกิดการต่อสู้อีกชั้นหนึ่งว่า เกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้ถูกกระทำ และคำอธิบายของใครจะได้รับการยอมรับให้มีสถานะเป็น “ความจริง” (ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, 2551; สุชีพ ณ สงขลา, 2522)

      คำถามเก่าแก่ดังกล่าวได้หวนกลับมาในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่เจ็บปวดจากเหตุการณ์ที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บระหว่างเดินทางกลับบ้านกับพรรคพวก ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 จนนำไปสู่คำถามสำคัญที่สังคมกำลังรอคำตอบ:

กระสุนมาจากไหน ?

ปฏิบัติการข่าวสารกับสิทธิในการรับฟัง

     ข้อพิพาทเรื่องที่มาของกระสุน: ฝ่ายผู้บาดเจ็บและพยานในที่เกิดเหตุระบุว่ากระสุนมาจากเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่ฝ่ายทหารยืนยันว่าแม้มีเฮลิคอปเตอร์ขึ้นปฏิบัติภารกิจ แต่ไม่มีการใช้อาวุธ ขณะที่ตำรวจและหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์กำลังเร่งตรวจสอบหัวกระสุนและปลอกกระสุน

     ท่าทีของหน่วยงานรัฐ: ล่าสุด หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา พร้อมระบุถึงการ “บิดเบือนข้อเท็จจริง” และขอให้ประชาชนกับสื่อมวลชนรับฟังข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบรอบด้าน

     หน่วยงานที่ถูกกล่าวหามีสิทธิชี้แจงและปกป้องเจ้าหน้าที่ แต่คำชี้แจงของคู่กรณีไม่ควรถูกถือเป็นข้อยุติ และยิ่งไม่ควรใช้คำว่า “บิดเบือนข้อเท็จจริง” เร็วกว่ากระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง สิ่งที่รัฐควรทำคือการเปิดพื้นที่ให้หลักฐานทำงาน ไม่ใช่รีบช่วงชิงชนะการรับรู้ของสังคมผ่านปฏิบัติการข่าวสาร (IO) หรือพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของครอบครัวและผู้ที่ตั้งคำถาม

      การให้น้ำหนักกับผู้ถูกกระทำไม่ได้หมายถึงการเชื่อคำให้การโดยไม่ตรวจสอบ แต่หมายถึงสิทธิของผู้ที่มีบาดแผลบนร่างกายที่จะได้รับการรับฟัง คุ้มครอง และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม

ข้อจำกัดของการสอบสวนแบบราชการสู่ข้อเสนอ “คณะกรรมการอิสระ”

     ปัญหาสำคัญไม่ใช่การขาดแคลนเครื่องมือของรัฐ แต่คือ บุคคล คณะ หรือหน่วยงานใดจะเป็นผู้ค้นหาความจริง และประชาชนจะเชื่อมั่นกระบวนการนั้นได้มากเพียงใด

      การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแบบราชการตามปกตินั้นไม่เพียงพอ โดยเฉพาะหากมีทหารหรือหน่วยงานความมั่นคงเป็นแกนกลาง เนื่องจากผู้ถูกตั้งข้อสงสัยไม่ควรทำหน้าที่ควบคุมหลักฐาน กำหนดประเด็นสอบ และรับรองผลสอบของตนเอง

ข้อเสนอทางออก: กรณีนี้ควรมี “คณะกรรมการค้นหาความจริงที่เป็นอิสระจริง” ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์, แพทย์นิติเวช, ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและวิถีกระสุน, นักกฎหมาย, นักสิทธิมนุษยชน, ภาคประชาสังคม และบุคคลที่ได้รับความเชื่อถือในพื้นที่ โดยหน่วยงานความมั่นคงมีหน้าที่เปิดข้อมูลและส่งมอบหลักฐานอย่างเต็มที่

บทเรียนจากอดีต: ทำไม “การเยียวยา” จึงไม่ใช่ “ความยุติธรรม”

      งานวิจัยของ ผศ.ดร.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช เรื่อง “เมื่อความจริงคือจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม: กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้” ซึ่งศึกษาคณะกรรมการ 11 ชุด ระหว่างปี 2553–2558 (ครอบคลุมหลายกรณี เช่น เหตุการณ์ที่สะเอะ ตันหยงลิมอ หรือบ้านโต๊ะชูด) ได้ชี้ให้เห็นสองด้านที่สำคัญ:

ประโยชน์ของกลไกอิสระ: ช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ยากจะปรากฏผ่านกระบวนการปกติ โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธผิดพลาดหรือการสังหารนอกกฎหมาย

ข้อจำกัดที่ต้องแก้ไข: คณะกรรมการชุดเดิมมักขาดอำนาจบังคับทางกฎหมาย ไม่มีเครื่องมือคัดง้างข้อมูลของราชการ และที่สำคัญคือ ปลายทางมักจบลงที่ “การเยียวยา” (จ่ายเงินช่วยเหลือ) โดยแยกขาดจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา รายงานถูกจัดทำขึ้นแต่ไม่ได้ถูกนำไปใช้เป็นฐานในการสืบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำผิดอย่างเป็นระบบ

       หากจะตั้งคณะกรรมการสำหรับกรณีจะแนะ จึงต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีต คณะกรรมการต้องเข้าถึงหลักฐานได้จริง คุ้มครองพยาน และเชื่อมโยงผลการตรวจสอบเข้ากับพนักงานสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมโดยตรง

บทสรุป: ความจริง สู่ความไว้วางใจ

     ความไว้วางใจคือทุนทางการเมืองที่ขาดแคลนที่สุดในชายแดนใต้ รัฐสามารถใช้กฎหมายพิเศษหรือควบคุมพื้นที่ได้ แต่ไม่สามารถสั่งให้ประชาชนไว้วางใจได้ ความเชื่อฟังอาจเกิดจากอำนาจ แต่ความไว้วางใจเกิดจากประสบการณ์ที่ว่า เมื่อรัฐถูกกล่าวหา รัฐยอมให้หลักฐานทำงานด้วยมาตรฐานเดียวกัน

      หากเจ้าหน้าที่ทำถูก รัฐควรปกป้องด้วยข้อเท็จจริง แต่หากทำผิด รัฐต้องไม่ปกป้องความผิดด้วยเครื่องแบบ ความรุนแรงของขบวนการติดอาวุธเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้และต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด แต่ความผิดของฝ่ายหนึ่งไม่ใช่ใบอนุญาตให้อีกฝ่ายพ้นจากการตรวจสอบ เพราะรัฐคือผู้ถืออาวุธโดยอ้างความชอบธรรมจากกฎหมาย

“การค้นหาความจริงอาจเป็นวิธีที่ประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มากที่สุด สิ่งที่ทำให้มันมีราคาสูงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการค้นหา หากคือความรับผิดที่อาจตามมาเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ และเมื่อถึงเวลานั้น อำนาจ ตำแหน่ง หรือคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดก็ไม่ควรอยู่เหนือหลักฐาน”

แนะนำหนังสือ / เอกสารอ้างอิง

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์. (2551). ความรุนแรงกับการจัดการ “ความจริง”: ปัตตานีในรอบกึ่งศตวรรษ. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช. (2559). เมื่อความจริงคือจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม: กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้. ฟ้าเดียวกัน, 14(2), 97–129.

สุชีพ ณ สงขลา. (2522). ซือโก๊ะ แซกอ. พาสิโก. (หนังสือหายาก)

หมายเหตุ เนื้อหาส่วนใหญ่ปรับจาก https://www.facebook.com/share/p/1CxbT6seVf/?mibextid=wwXIfr

 127 total views,  2 views today

You may have missed