กันยายน 4, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ในมือ “เสธ.ปูด้วง”: เปลี่ยนผ่าน สมช. สู่การนำของทหารและความท้าทายในชายแดนใต้

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ / ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลาและสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ :เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีมติโยกย้าย นายฉัตรชัย บางชวด จากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และเตรียมดัน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เตรียมทหารรุ่น 26, จปร.รุ่น 37) ขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช. คนใหม่ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการดึง “สายทหารอาชีพ” กลับมากุมบังเหียนงานด้านความมั่นคงระดับนโยบายอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อประสานรอยต่อระหว่างรัฐบาล กองทัพ และหน่วยงานข่าวกรองในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อ ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้นอกจากจะนำมาซึ่งความคาดหวังในการจัดระเบียบโครงสร้างความมั่นคงแล้ว ยังจุดกระแสความกังวลจากประชาชนในพื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์จริงสวนทางกับโวหารความมั่นคงอย่างสิ้นเชิง

สถานการณ์ สมช. กับภารกิจยุทธศาสตร์ไฟใต้จากทฤษฎีสู่ปฏิบัติ

      สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะมันสมองของประเทศด้านความมั่นคง มีหน้าที่โดยตรงในการวางกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ชาติเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การที่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ซึ่งเติบโตมาในสายงานยุทธการทหารบก (อดีตเจ้ากรมยุทธการทหารบก และเลขาธิการ กอ.รมน.) เข้ามาดำรงตำแหน่งนี้ จึงสร้างความตื่นตัวและคำถามจากคนในพื้นที่ชายแดนใต้ว่า ทิศทางยุทธศาสตร์ความมั่นคงจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร

  • จากนโยบายกระดาษสู่กลไกปฏิบัติการ: ยุทธศาสตร์ของ สมช. มักถูกมองว่าเป็นกรอบแนวคิดเชิงนโยบายระดับมหภาคที่ผ่านมาผ่านสภาและ ครม. แต่ความท้าทายคือนำไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติการในพื้นที่จริง (ผ่าน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ที่ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์หน้างาน การดึงนายทหารสายยุทธการที่มีประสบการณ์สูงอย่าง “เสธ.ปูด้วง” เข้ามา คาดว่าจะเน้นการบูรณาการด้านการข่าว การปราบปราม และการควบคุมพื้นที่ให้มีความเฉียบคมและเป็นเอกภาพมากยิ่งขึ้น
  • ความสมดุลระหว่างการเมืองและการทหาร: ที่ผ่านมา นโยบายดับไฟใต้เผชิญความท้าทายในการสร้างความไว้วางใจและการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุข การเปลี่ยนผ่านให้ทหารเข้ามาคุม สมช. จึงมาพร้อมกับความกังวลของภาคประชาสังคมในพื้นที่ว่าจะทำให้มิติการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเมืองลดน้ำหนักลงหรือไม่ หรือจะเน้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงนำการเมืองเข้มข้นขึ้น

     ท่ามกลางความคาดหวังเหล่านี้ สถานการณ์ในพื้นที่กลับตอกย้ำความเปราะบางอย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุการณ์เผาและระเบิดนับร้อยจุดในคืนเดียวและต่อเนื่องหลายคืนติดต่อกัน จนกลายเป็นกระแสไวรัลเชิงเยาะเย้ยในโลกออนไลน์ของคนชายแดนใต้ที่ตั้งคำถามถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานความมั่นคง แม้รัฐจะทุ่มงบประมาณสนับสนุนไปหลายพันล้านบาทก็ตาม

     ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ดังกล่าว พล.อ.ชัยพฤกษ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่า “เราคงต้องตามล่า ถึงเวลาแล้ว [ไม่ว่า] คนที่ทำใครจะช่วยเหลือไว้ ใครก็แล้วแต่ ประเทศไหนจะช่วยเหลือก็แล้วแต่ เราจะตามล่าด้วย ถึงเวลาที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว” คำประกาศดังกล่าวกลายเป็นหมุดหมายที่สะท้อนว่าทัศนคติของผู้นำความมั่นคงยังคงยึดติดกับกรอบคิดเชิงยุทธการและการใช้กำลังทหารเป็นหลัก

โรคการกระจายอำนาจบกพร่องอย่างรุนแรง: มุมมองรัฐศาสตร์ต่อวิกฤตชายแดนใต้

     อาการความไม่สงบชายแดนใต้ซึ่งแสดงออกมาด้วยการต่อสู้ทางอาวุธเพื่อสถาปนารัฐแยกออกมาจากรัฐเดิม หรือที่เรียกว่า “separatism” นั้น เป็นอาการทาง “รัฐศาสตร์” และเป็นโรคทางการเมืองการปกครองที่ รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นิยามไว้อย่างลึกซึ้งว่าเป็น “โรคการกระจายอำนาจบกพร่องอย่างรุนแรง”

      สาเหตุของโรคนี้เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจอย่างเข้มข้นไว้ที่ส่วนกลาง และจะกำเริบขึ้นเมื่อเกิดความอยุติธรรม การกดขี่ข่มเหง ผู้กดขี่ลอยนวล ปกครองด้วยอำนาจกำปั้นเหล็ก กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และมี immunity (ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใดๆ ต่อการกระทำ)

     ที่ผ่านมา รัฐมักพยายามบรรเทาอาการของโรคด้วยวิธีการผิวเผิน เช่น การตั้งที่ปรึกษา นำเอาพระสงฆ์กับอิหม่ามมานั่งถ่ายรูปด้วยกัน มีภาคประชาชน ปอเนาะมานั่งประดับแบบมีส่วนร่วม ท่องคาถาพหุวัฒนาธรรมและเป่าลงไป เป่าแซกโซโฟน ร้องเพลง “ศรัทธา ของหิน เหล็ก ไฟ” ปลุกใจ ย้ายสลับสับเปลี่ยนพวกบิ๊กๆ ในวงการสีเขียว เพิ่มงบการข่าว และงบลับต่างๆ แต่โรคนี้จะไม่หายไป (จนบางคนเปรียบเปรยว่าหมอเลี้ยงไข้)

     เช่นเดียวกับเมื่อเป็นโรคเบาหวานและเกิดแผลบนร่างกายที่ค่อยๆ ขยายลุกลาม การพยายามรักษาที่ตัวแผลอาจช่วยบรรเทาได้บ้างแต่ไม่หายขาด เพราะสาเหตุที่แท้จริงคือปริมาณน้ำตาลในเลือดที่มากเกินไป การรักษาจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล โรคทางรัฐศาสตร์การปกครองก็เช่นกัน ท่านต้องแก้ไขที่สาเหตุ นั่นคือการ “แก้ไขเรื่องอำนาจ” ให้สมดุล ไม่ให้ส่วนกลางและทหารมีอำนาจล้นเกิน โดยออกแบบอำนาจให้คนพื้นที่มีอำนาจเหมาะสม “ตามสมควร” ให้พวกเขารู้สึกว่าเขามี dignity (เกียรติและศักดิ์ศรี)

     การให้คนพื้นที่มีอำนาจตามสมควรนั้น ต้องอาศัยการเจรจาพูดคุย “อย่างเข้มข้น” จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะฝ่ายที่ใช้อาวุธ พร้อมการันตีความปลอดภัยแก่ทุกฝ่ายภายใต้รัฐธรรมนูญและบูรณภาพแห่งดินแดน รัฐต้องมีเจตจำนงและ Road Map ที่มีแผนที่ ทางเดิน และจุดหมายชัดเจน เช่น กำหนดเจตจำนงว่าภายในปี 2580 ปัญหาความไม่สงบต้องสิ้นสุดลง มิใช่พูดลอยๆ มาตลอด 22 ปีอย่างไร้ผลลัพธ์ ดังข้อควรจำที่ว่า มีคน 2 ประเภทที่คิดว่าแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ โดยคาดหวังว่าจะเกิดผลลัพธ์ใหม่ๆ คือ คนโง่ และคนบ้า

ภาพสะท้อนจากงานเลี้ยงสงขลา: ความสุขของชนชั้นนำและความรู้สึกของคนชายแดน

     เมื่อนำมุมมองทางรัฐศาสตร์ดังกล่าวมาเทียบเคียง ภาพของนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ สมช. และแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ออกมาร้องรำทำเพลงร่วมกันในงานเลี้ยงรับรอง ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลา
(ชมคลิปประกอบในhttps://www.facebook.com/share/v/1AhAV7TaDq/?mibextid=wwXIfr)

     จึงยิ่งกลายเป็นภาพสัญลักษณ์ที่สะท้อนความย้อนแย้งของปัญหาชายแดนใต้อย่างเจ็บแสบ ในขณะที่ผู้มีอำนาจสูงสุดรื่นเริงและผ่อนคลายท่ามกลางเสียงดนตรี ประชาชนในพื้นที่ปลายด้ามขวานยังคงต้องเผชิญหน้ากับความรุนแรง การสูญเสีย และเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในโลกออนไลน์ ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความรุนแรงยังคงถูกมองผ่านเลนส์ของ “งานบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคงของรัฐ” มากกว่าความทุกข์ทางมนุษยธรรม ตอกย้ำความรู้สึกห่างเหินระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่ และตั้งคำถามว่าผู้มีอำนาจเข้าใจความเจ็บปวดของพวกเขาอย่างแท้จริงหรือไม่

บทสรุป

     การเข้ามาของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ในฐานะเลขาธิการ สมช. ภายใต้โครงสร้างอำนาจรวมศูนย์และการประกาศกร้าวเรื่อง “การเป็นผู้ล่า” (ดูคลิปประกอบในhttps://www.facebook.com/share/r/1DXMfYrDwJ/?mibextid=wwXIfr)

     สะท้อนให้เห็นว่าทิศทางดับไฟใต้ยังคงวนเวียนอยู่ภายใต้กรอบคิดการใช้กำลังทหารและการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก หากยุทธศาสตร์ใหม่ไม่ยอมผ่าตัดที่ต้นเหตุของ “โรคการกระจายอำนาจบกพร่อง” และหากผู้มีอำนาจยังคงแยกขาดความรู้สึกของตนเองออกจากความเดือดร้อนของประชาชน การแสวงหา “สันติภาพที่ยั่งยืน” ก็คงเป็นได้เพียงแค่ฉากทัศน์บนกระดาษที่ไร้ซึ่งหัวใจและความจริงใจ

เอาเนื้อหาจากนี้ฉบับเต็ม https://www.facebook.com/share/p/18tgRpefLd/?mibextid=wwXIfr

 

 3,415 total views,  1,738 views today

You may have missed