กันยายน 4, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เมื่อความจริงปรากฏ ความเท็จก็มลาย: ถอดบทเรียน “สงครามมวลชนและข้อมูลข่าวสาร” จากกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้านที่จะแนะ ?

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุระเบิดและลอบวางเพลิงในหลายจุด แต่กลับทวีความรุนแรงและเปราะบางยิ่งขึ้น เมื่อเกิดข้อกล่าวหาว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารบนเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

      เหตุการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวน “สงครามข่าวสาร” (Information War) และการปะทะกันทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างภาครัฐ สื่อมวลชน และประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งโลกโซเซียลทั้งสองฝั่งก็ว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกของความไว้วางใจที่ต้องเร่งทบทวน

ข้อเท็จจริงที่ซ้อนทับและความขัดแย้งของข้อมูล

จากการประมวลเหตุการณ์และข้อเท็จจริงตามหน้าสื่อ พบความขัดแย้งของชุดข้อมูลที่ถูกนำเสนอออกมาเป็นระยะ:

  • ฝั่งผู้เสียหายและพยานในพื้นที่: ยืนยันตรงกันว่าในขณะที่ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีความตื่นกลัวจากสถานการณ์ ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินต่ำในระดับประมาณ 8-10 เมตร ตามด้วยเสียงปืนจากด้านบน และพบรอยกระสุนบนพื้นถนนประมาณ 10 จุด รวมถึงลักษณะบาดแผลของผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงเข้าบริเวณหน้าท้องทะลุสะโพก ซึ่งสอดคล้องกับวิถีกระสุนจากบนลงล่าง
  • ท่าทีเริ่มต้นของหน่วยงานรัฐและกองทัพโดยล่าส 25 สิงหาคม 2569 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ทำหน้าที่ลาดตระเวนเท่านั้น ไม่มีอาวุธขึ้นไปบนเครื่อง และไม่มีกำลังพลยศ “จ่า” ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนอากาศยาน พร้อมทั้งกล่าวหาว่าภาพร่องรอยกระสุนที่ปรากฏบนสื่อเป็นการเข้าไปบันทึกภาพก่อนเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจะเข้าตรวจสอบ
  • จุดพลิกผันและการตรวจสอบเชิงลึก: ต่อมา ข้อมูลจากสำนักข่าวหลายแห่งและการลงพื้นที่ของกองพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงคำให้การของผกก.สภ.จะแนะ กลับพบหลักฐานสำคัญ เช่น ปลอกกระสุนและหัวกระสุนปืนเล็กยาว M16 ขนาด 5.56 มม. ในจุดเกิดเหตุ ส่งผลให้หน่วยงานความมั่นคงต้องปรับท่าทีและยอมรับกระบวนการพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์มากขึ้น

ทำไม”ความเชื่อมั่น” จึงพังทลายลงตั้งแต่ต้น?

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่การค้นหาว่าใครทำผิดหรือทำถูกตามกฎหมาย แต่เป็นวิกฤตของ “ความชอบธรรมและความไว้วางใจ” ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • การรีบปฏิเสธและด้อยค่าเสียงสะท้อนของชาวบ้าน: ในช่วงแรก ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในโลกโซเชียลรีบใช้หลักฟิสิกส์และความคิดเห็นส่วนตัวมาหักล้างและหัวเยาะคำให้การของชาวบ้าน โดยด่วนสรุปว่า “เป็นไปไม่ได้” ท่าทีเช่นนี้สร้างความรู้สึกถูกกดทับและไม่ได้รับความเป็นธรรมให้กับคนในพื้นที่
  • ช่องว่างของงานการข่าวและความล้มเหลวในการสื่อสาร: ท่าทีของระดับผู้นำทหารที่ปฏิเสธทันควัน ประกอบกับบรรยากาศความหวาดระแวงสะสมในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประวัติศาสตร์บาดแผลและเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนพร้อมที่จะเชื่อในแง่ลบต่อรัฐได้ง่าย
  • สงครามมวลชนชนะด้วยกระบวนการ ไม่ใช่แค่คำปฏิเสธ: ในพื้นที่ขัดแย้ง ความจริงทางกฎหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากปราศจากกระบวนการสอบสวนที่เป็นกลางและโปร่งใสที่ทุกฝ่ายยอมรับ การเอาแต่ตั้งรับและปฏิเสธยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย

ทางออก: สู่กระบวนการสอบสวนที่เป็นกลางและโปร่งใส

     หากรัฐต้องการรักษาเสถียรภาพและลดความตึงเครียดในพื้นที่ สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนไม่ใช่การชนะคดีด้วยวาทกรรม แต่เป็นการใช้ “กระบวนการสอบสวนอย่างโปร่งใสโดยใช้ตัวกลางที่ประชาชนเชื่อมั่น”

  • การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ตรวจสอบได้: นำอาวุธ ยานพาหนะ และพยานหลักฐานมาจำลองและตรวจสอบร่วมกันอย่างเปิดเผย เพื่อให้สังคมเห็นข้อเท็จจริงทางฟิสิกส์และวิถีกระสุนอย่างหายข้อสงสัย
  • การปรับท่าทีของผู้นำและเจ้าหน้าที่: เปลี่ยนจากการใช้อำนาจหรือการปฏิเสธแบบแข็งกร้าว มาเป็นการรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน

สงครามในพื้นที่ชายแดนใต้ในปัจจุบันก้าวข้ามความเข้าใจแบบเดิมไปมากแล้ว การเยียวยาความรู้สึกของผู้คนและการสร้างความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการดึงศรัทธากลับคืนมา ก่อนที่ความหวาดระแวงจะลุกลามจนเกินเยียวยา

 133 total views,  6 views today

You may have missed