มิถุนายน 20, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

บทสะท้อนความยุติธรรม: กรณีศึกษาคำพิพากษาคดี “เขาตะเว” กับก้าวสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ

     เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นบาดแผลเรื้อรังที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน หลายกรณีจบลงด้วยคำถามจากสังคมถึงความโปร่งใสและการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะกรณีการวิสามัญฆาตกรรมที่มักถูกฉาบด้วยข้ออ้างเรื่องการป้องกันตัวหรือความสำคัญผิด

     วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นับเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เมื่อศาลฎีกาพิพากษาจำคุกทหารยศสิบโทเป็นเวลา 10 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา กรณีการยิงชาวบ้าน 3 รายเสียชีวิตบนเทือกเขาตะเว จ.นราธิวาส

     คดีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความพยายามของครอบครัวผู้สูญเสียที่ยืนหยัดต่อสู้กับกระแสข้อมูลบิดเบือน (IO) เพื่อทวงคืนความยุติธรรมผ่านศาลพลเรือน

อธิบาย: จากเหตุการณ์สู่การคลี่คลายทางกฎหมาย

     เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 เมื่อชาวบ้าน 3 ราย ได้แก่ นายบูดีมัน มะลี, นายมะนาเซ สะมะแอ และนายฮาฟิซี มะดาโอะ เสียชีวิตจากการถูกชุดลาดตระเวนทหารพรานยิงขณะขึ้นไปหาของป่าและตัดไม้

     แม้ในชั้นแรกทางราชการจะให้ข้อมูลว่าเป็นการปะทะกับผู้ก่อความไม่สงบ แต่ภายหลัง กอ.รมน. ภาค 4 ได้แถลงยอมรับว่าเป็นการ “สำคัญผิด”

     เส้นทางการแสวงหาความจริงดำเนินมาอย่างยากลำบากผ่านกลไกคดีไต่สวนการตายในปี 2564 จนนำไปสู่การฟ้องร้องคดีอาญาในปี 2566 โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญจากการที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องคดี แม้พนักงานสอบสวนและตำรวจในพื้นที่จะมีความเห็นแย้ง

     การต่อสู้ทางกฎหมายผ่านศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา เป็นเวลากว่า 6 ปี 6 เดือน สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมในคดีของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นต้องอาศัยทั้งพยานหลักฐานที่รัดกุม และการสนับสนุนจากองค์กรภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เพื่อให้ความจริงปรากฏ

อภิปราย: นัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและหลักนิติธรรม

คดีเขาตะเวถือเป็นบทเรียนสำคัญในหลายมิติ

  • การสิ้นสุดของวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด: นี่คือคดีแรกในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ทหารถูกสั่งจำคุกเกิน 10 ปีโดยศาลพลเรือน ซึ่งเป็นการสั่นคลอน “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” ที่เคยเป็นกำแพงขวางกั้นความยุติธรรมมาตลอดหลายทศวรรษ
  • การต่อสู้กับข้อมูลบิดเบือน: การที่ครอบครัวต้องเผชิญกับข่าวปลอมและการด้อยค่าจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเหยื่อ แต่ผลคำพิพากษานี้ได้กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หักล้างวาทกรรมเหล่านั้นอย่างทรงพลัง
  • บทบาทของกฎหมายใหม่: การบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รวมถึงการติดตั้งกล้องบันทึกภาพและเสียง จะกลายเป็นเครื่องมือป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ให้เกิดซ้ำ และเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้ทั้งฝ่ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต
  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความยุติธรรม: แม้ผลคดีนี้จะออกมาเป็นบวก แต่ทนายความในพื้นที่ยังชี้ให้เห็นว่า ชาวบ้านจำนวนมากยังขาดความเชื่อมั่นและมองว่าการสู้คดีเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าและสิ้นหวัง คดีนี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับการแสวงหาความยุติธรรมในพื้นที่แห่งความขัดแย้ง

สรุป

     คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเขาตะเว มิใช่เพียงการลงโทษรายบุคคล แต่เป็นการตอกย้ำหลักการที่ว่า “ชีวิตของประชาชนมีค่าเสมอภายใต้กฎหมาย” และไม่มีหน่วยงานใดอยู่เหนือกฎหมายได้

     ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความอดทนและการยืนหยัดของผู้เสียหายร่วมกับกลไกทางกฎหมายที่เริ่มทำงานได้อย่างอิสระ การก้าวข้ามผ่านเหตุการณ์นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน โดยต้องไม่ลืมว่าความยุติธรรมที่ล่าช้ายังคงเป็นภารกิจที่สังคมต้องร่วมกันปฏิรูปเพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

     หมายเหตุ: ภายหลังคดีอาญาถึงที่สุด ผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากกองทัพบกได้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อครอบครัวและชีวิตของผู้เสียชีวิตต่อไป

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานที่สำคัญมากสำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่


หมายเหตุ อ่านข่าวเรื่อง

     ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกทหาร 10 ปี 8 เดือน กรณียิงชาวบ้านตาย 3 ราย ที่เขาตะเว จ.นราธิวาส นับเป็นคดีแรกที่ทหารถูกสั่งจำคุกเกิน 10 ปี โดยศาลพลเรือน

     วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเขาตะเว ซึ่งเป็นคดีอาญาของศาลจังหวัดนราธิวาส หมายเลขดำที่ อ71/2566 หมายเลขแดงที่ อ157/2567 โดยศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารยศสิบโท ให้จำคุก 10 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นอาสาสมัครทหารพราน พิพากษายกฟ้อง ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นการยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

     ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกเจ้าหน้าที่ทหารทั้งสองนาย ในความผิดฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบมาตรา 62 วรรคสอง จำคุก 6 ปี แต่ลดโทษหนึ่งในสาม เหลือเป็นจำคุกคนละ 4 ปี เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง

     ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุก 16 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุก 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ยกฟ้อง

     คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ชาวบ้าน 3 คน ได้แก่ นายบูดีมัน มะลี, นายมะนาเซ สะมะแอ และนายฮาฟิซี มะดาโอะ ได้เดินทางขึ้นไปตัดไม้บนเทือกเขาตะเว ในเขตพื้นที่ ต.บองอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงสวนยางพาราและหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากินและหาของป่า เช่น น้ำผึ้ง มาเป็นอาหาร และตัดไม้มาสร้างที่อยู่อาศัย ทว่าชาวบ้านทั้งสามคนกลับถูกชุดลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 45 ยิงจนเสียชีวิต

     เหตุการณ์ชาวบ้านถูกยิงที่เขาตะเวนี้ได้มีการไต่สวนการตายเสร็จสิ้นที่ศาลจังหวัดนราธิวาส ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 เมื่อปี 2564 ซึ่งญาติของผู้ตายทั้งสามได้แต่งตั้งทนายความเข้าไปในคดีไต่สวนการตายเพื่อพิสูจน์ความจริงของเหตุการณ์ โดยมีทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

     ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสได้ฟ้องคดีอาญากับเจ้าหน้าที่ทหารสองคนดังกล่าว และญาติผู้ตายทั้งสามได้แต่งตั้งทนายความชุดเดิม โดยญาติเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญา คดีจึงเริ่มที่ศาลจังหวัดนราธิวาส เมื่อปี 2566 และคดีถึงที่สุดในวันที่ 17 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลาในการดำเนินคดีในชั้นศาลทั้งสิ้น 6 ปี 6 เดือน

     คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่มีการสั่งฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารที่ศาลพลเรือนและมีการสั่งลงโทษจำคุกถึง 10 ปี ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ทหาร ส่งผลให้มีคดีที่เจ้าหน้าที่ทหารอ้างว่ายิงประชาชนเพื่อป้องกันเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทว่าไม่สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาล สั่งฟ้อง และดำเนินการตรวจสอบในชั้นศาลได้

     คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญในการลงโทษเจ้าหน้าที่ทหารที่ลุแก่อำนาจ และเป็นแนวทางให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

     หลังจากคดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ญาติผู้ตายซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการที่เจ้าหน้าที่ทหารได้กระทำละเมิดต่อชีวิตของผู้ตาย ยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ โดยฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของฝ่ายทหาร คือกองทัพบก ตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ที่มา: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1510249944232010&id=100057410569714

 1,002 total views,  1,002 views today

You may have missed