อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : คณะทำงาน SEA สงขลา-ปัตตานี ภาคประชาชน :เรียบเรียง
กรณีตัวอย่าง ศอ.บต.หนุน “จะนะเมืองอุตสาหกรรม” จนเกิดความขัดแย้ง: บทเรียนสำคัญ
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางความพยายามในการผลักดัน “ระเบียงเศรษฐกิจ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญภายใต้นโยบายความมั่นคงที่ใช้งบประมาณมหาศาลไปแล้วหลายแสนล้านบาท ประเด็นสำคัญที่ต้องขบคิดและถอดบทเรียนจากการประชุมร่วมกับสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือการตั้งคำถามต่อเป้าหมายที่แท้จริงว่า
เรากำลังพัฒนาเพื่อใคร? และการพัฒนาเช่นใดที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน?
การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจในพื้นที่แห่งนี้ จะต้องก้าวข้ามผ่านรูปแบบอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมที่มุ่งเน้นการตักตวงทรัพยากร และต้องเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจที่ “เกื้อกูลและเป็นธรรม” เพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งใหม่ในพื้นที่ที่เปราะบางอยู่แล้ว
หัวใจสำคัญ: พัฒนาเพื่อคนฐานราก ไม่ใช่แค่กลุ่มทุน
นิยามของระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้ที่ยั่งยืน ต้องไม่ใช่เพียงแค่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ (Mega Projects) หรือเขตอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเพื่อส่งออกเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องประกอบด้วย
เศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจเกื้อกูล
ต้องให้ความสำคัญกับวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ท้องถิ่น โดยยึดหลักการพึ่งพาอาศัยกัน การสร้างห่วงโซ่มูลค่าที่คนในพื้นที่เป็นเจ้าของ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำหรือแรงงานไร้ทักษะ
คุณธรรมและจริยธรรมนำการพัฒนา
กระบวนการพัฒนาต้องโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และต้องคุ้มครองสิทธิของชุมชนท้องถิ่น ไม่ให้เกิดการ “ล้างผลาญ” ทรัพยากรธรรมชาติและทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นทุนชีวิตที่สำคัญที่สุดของคนชายแดนใต้
การสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)
การพัฒนาในพื้นที่ต้องอ้างอิงกรอบ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น
- SDG 1 และ SDG 8 : ขจัดความยากจนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (Decent Work and Economic Growth)
- SDG 12 : การผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)
- SDG 16 : สันติภาพ ยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง (Peace, Justice and Strong Institutions) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของชายแดนใต้

ข้อท้าทายจากทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ: ระวัง “กับดักความไม่สงบ”
หากโครงการอุตสาหกรรมความมั่นคงยังคงยึดติดกับแนวทางเดิมที่ละเลยมิติทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาไม่ใช่ความสงบสุข แต่คือ “ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง” ที่รุนแรงกว่าเดิม
1. การกระจุกตัวของผลประโยชน์
หากระเบียงเศรษฐกิจกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างความมั่งคั่งให้เฉพาะกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยที่คนในพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม ช่องว่างทางสังคมจะขยายตัวขึ้น และนำไปสู่ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง
2. วิกฤตสิ่งแวดล้อม
การสูญเสียฐานทรัพยากรธรรมชาติจากการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วม คือการทำลายรากเหง้าของชุมชน ซึ่งในพื้นที่ที่มีความเปราะบางทางความมั่นคง การสูญเสียสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนการ “เติมเชื้อไฟ” ให้กับความไม่พอใจของประชาชน
3. ช่องว่างทางความเชื่อมั่น
งบประมาณหลายแสนล้านที่ลงไป ต้องวัดผลที่ “สุขภาวะของคน” ไม่ใช่แค่ “ตัวเลข GDP” หากการลงทุนไม่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐจะยิ่งถ่างออกไป
กรณีตัวอย่าง ศอ.บต.หนุน “จะนะเมืองอุตสาหกรรม” จนเกิดความขัดแย้ง: บทเรียนสำคัญ
“มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งเหมือนกับ ศอ.บต. ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ศอ.บต. ประกาศให้จะนะเป็นเมืองอุตสาหกรรมก่อนทำ SEA ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปต้องสอดคล้องกับ SEA สงขลา-ปัตตานี ที่ได้ทำไปแล้ว”
การหยิบยกบทเรียนจากกรณี “จะนะเมืองอุตสาหกรรม” มาเป็นบรรทัดฐาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันความขัดแย้งในอนาคต
กรณีนั้นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความล้มเหลวในการลำดับความสำคัญระหว่าง “การประกาศนโยบายจากบนลงล่าง” กับ “การรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และสังคม”
บทเรียนที่ต้องนำมาปรับใช้เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คือ
“ต้องให้ SEA นำการพัฒนา ไม่ใช่ให้นโยบายนำ SEA”
1. ยึดหลัก SEA (Strategic Environmental Assessment) เป็นธรรมนูญการพัฒนา
การที่ผลการศึกษา SEA ในพื้นที่สงขลาและปัตตานีได้ถูกจัดทำขึ้นแล้ว นั่นคือ “ต้นทุนทางวิชาการและสังคม” ที่มีค่าที่สุด ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงเอกสารวิชาการ แต่คือ “สัญญาประชาคม” ที่บ่งบอกถึงขีดความสามารถในการรองรับของระบบนิเวศ สภาพสังคม และวิถีชีวิตดั้งเดิม
การพัฒนาต้องตอบโจทย์ SEA
โครงการใดก็ตามในระเบียงเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น จะต้องถูกตรวจสอบผ่านตัวชี้วัดที่ระบุไว้ในรายงาน SEA หากโครงการใดขัดต่อหลักการหรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินกว่าที่ชุมชนยอมรับได้ ต้องมีการทบทวนหรือยกเลิกทันที ไม่สามารถใช้ “อำนาจพิเศษ” เพื่อเร่งรัดโครงการได้อีกต่อไป
2. อำนาจสั่งการต้องเปลี่ยนเป็น “อำนาจสนับสนุน”
การใช้ พ.ร.บ. หรืออำนาจรัฐเพื่อประกาศเขตพื้นที่อุตสาหกรรมโดยขาดการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ในอดีต คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้สึกว่าเป็น “ผู้ถูกกระทำ” ของคนในพื้นที่
จากผู้กำหนด เป็นผู้อำนวยความสะดวก
รัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากการเป็น “ผู้ออกคำสั่ง” มาเป็น “ผู้สนับสนุน” แผนพัฒนาที่ชุมชนเสนอ (Bottom-up Planning) โดยใช้ศักยภาพของ ศอ.บต. ในการประสานทรัพยากร แทนที่จะใช้อำนาจจัดการพื้นที่
3. ต้องทำ “เศรษฐกิจเพื่อสันติภาพ” ไม่ใช่ “อุตสาหกรรมเพื่อความมั่นคง”
ที่ผ่านมา งบประมาณมหาศาลมักถูกใช้ไปกับโครงการที่เป็น “อุตสาหกรรมความมั่นคง” หรือโครงการขนาดใหญ่ที่มักสร้างความขัดแย้งเชิงพื้นที่
เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่ยั่งยืนในชายแดนใต้ควรหันไปมุ่งเน้นเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับศักยภาพรายพื้นที่ (Area-based) เช่น เกษตรมูลค่าสูง การแปรรูปสินค้าเกษตรที่ใช้เทคโนโลยี AI หรือดิจิทัลแพลตฟอร์มในการเข้าถึงตลาด ซึ่งเป็นงานที่คุณขับเคลื่อนอยู่แล้ว
สิ่งเหล่านี้คือการกระจายรายได้และสร้างความเป็นเจ้าของให้ชุมชน
4. สันติภาพคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริง
หากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแลกมาด้วยการแตกแยกของคนในหมู่บ้าน การสูญเสียสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มขึ้นของความระแวงต่อภาครัฐ นั่นไม่ใช่ความสำเร็จ แต่คือความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์
บทเรียนจากจะนะ
ต้องทำให้เห็นว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนภายใต้กติกาที่ตกลงร่วมกัน (SEA) จะสร้างความสงบได้จริง เพราะประชาชนจะรู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมและเห็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ ไม่ถูกรุกรานด้วยกลุ่มทุนที่อาศัยอำนาจรัฐ
ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ: การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้เพื่อสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน
1. นโยบาย “SEA นำการพัฒนา” (SEA-Led Development Policy)
หลักการ: การจัดทำโครงการพัฒนาใด ๆ ในพื้นที่ ต้องยึดถือผลการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็น “เข็มทิศ” ในการกำหนดทิศทาง
แนวทางปฏิบัติ
- กำหนดให้รายงาน SEA สงขลา-ปัตตานี เป็นเอกสารอ้างอิงหลักในแผนยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจ
- โครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องผ่านการประเมินความสอดคล้องกับตัวชี้วัดใน SEA
2. นโยบายปรับเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้กำกับ” สู่ “ผู้สนับสนุน” (Facilitator, Not Dictator)
หลักการ: ลดการใช้อำนาจจากส่วนกลาง สู่การสนับสนุนแผนงานที่มาจากฐานราก
แนวทางปฏิบัติ
- ปรับบทบาท ศอ.บต. เป็นผู้ประสานทรัพยากร
- ส่งเสริมกระบวนการประชาพิจารณ์เชิงลึก
3. นโยบายเศรษฐกิจเกื้อกูลและฐานราก (Inclusive & Cooperative Economy)
หลักการ: เปลี่ยนผ่านเป้าหมายเศรษฐกิจจากการดึงดูดทุนขนาดใหญ่ สู่การสร้างความมั่งคั่งให้คนในพื้นที่
แนวทางปฏิบัติ
- มุ่งเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล
- สร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่คนในพื้นที่เป็นเจ้าของห่วงโซ่มูลค่า
4. นโยบายการตรวจสอบความโปร่งใสและธรรมาภิบาล (Accountability & Transparency)
หลักการ: งบประมาณพัฒนาต้องถูกตรวจสอบได้ด้วยดัชนี “สุขภาวะคน” มากกว่า “ตัวเลข GDP”
แนวทางปฏิบัติ
- จัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีตัวแทนภาคประชาชน
- เปิดเผยข้อมูลโครงการพัฒนาทุกระดับสู่สาธารณะ
5. นโยบายสันติภาพเชิงยุทธศาสตร์ (Peace-Centric Development)
หลักการ: ทุกการพัฒนาต้องถูกทดสอบด้วยคำถามว่า “สร้างหรือลดความขัดแย้ง”
แนวทางปฏิบัติ
- ยกเลิกแนวทางอุตสาหกรรมความมั่นคงที่สร้างความรู้สึกถูกรุกราน
- ส่งเสริมการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานและเคารพวิถีวัฒนธรรม
บทสรุป
การขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจในอนาคต จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจากความเร็วของเม็ดเงินลงทุน ไปสู่ความรอบคอบของทิศทาง โดยยึดมั่นในกติกาที่ตกลงร่วมกัน (SEA) และเคารพในศักดิ์ศรีของคนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนานี้เป็นสะพานเชื่อมสู่สันติภาพอย่างแท้จริง
อีกทั้งสันติภาพต้องเดินไปพร้อมกับการพัฒนาที่เป็นธรรม
ระเบียงเศรษฐกิจชายแดนใต้จะต้องทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ที่สร้างโอกาสให้กับคนในพื้นที่อย่างทั่วถึง หากโครงการนี้สามารถเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก มาสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ทรัพยากรท้องถิ่น และหลักจริยธรรม ก็จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน
การพัฒนาที่แท้จริงไม่ควรสร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แต่ต้องลดความเหลื่อมล้ำและสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน หากภาคปฏิบัติยังคงยึดติดกับแนวทางที่เน้นแต่การใช้งบประมาณโดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่ งบประมาณมหาศาลนั้นอาจกลายเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และทิ้งรอยแผลความขัดแย้งไว้ให้คนรุ่นต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น
#หมายเหตุ ข้อสังเกต ในเวทีประชุมร่วมกับสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
123 total views, 123 views today

More Stories
ประชาสังคมชายแดนใต้ผนึกกำลัง 47 องค์กร ยื่น 11 ข้อเสนอจี้ “ฐนัตถ์” เร่งเครื่องสันติภาพที่ยั่งยืน
เครื่องเล่นสนามหาดนราทัศน์: จาก “คำสั่งรื้อถอน” สู่โอกาสสร้าง “พื้นที่สร้างสรรค์” ที่ยั่งยืน : ปัญหาและทางออก
วิกฤตการณ์กุโบร์บ้านท่ายาง: การละเมิดพื้นที่สาธารณะในมุมมองศาสนบัญญัติและหลักนิติรัฐ : ปัญหาและทางออก