อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นโจทย์ซับซ้อนที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางความพยายามในการแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี ยังคงปรากฏภาพข่าวการฝึกทักษะการใช้อาวุธให้แก่ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ซึ่งรวมถึงสตรีในพื้นที่ การขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะ “การติดอาวุธให้พลเรือน” นี้สร้างคำถามสำคัญถึงสถานะของพลเรือนภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) และความสอดคล้องกับแนวคิดการปกป้องพลเรือนโดยไม่ใช้กำลัง (Unarmed Civilian Protection: UCP) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ทั่วโลกยอมรับว่ายั่งยืนกว่า
นิยามและแนวคิดที่ควรพิจารณา
- Unarmed Civilian Protection (UCP): คือแนวทางการปกป้องพลเรือนโดยใช้กระบวนการที่ไม่ใช้ความรุนแรง เช่น การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ การเฝ้าระวัง การประสานงานกับตัวแสดงต่าง ๆ ในพื้นที่ และการลดทอนความตึงเครียด (De-escalation) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยเน้นที่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยด้วยความร่วมมือของชุมชน แทนการพึ่งพาอาวุธ
- สถานะพลเรือนและ DPH: ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) พลเรือนได้รับการคุ้มครองจากการโจมตี เว้นแต่ ในช่วงเวลาที่พวกเขา “เข้าร่วมในการสู้รบโดยตรง” (Direct Participation in Hostilities – DPH) การฝึกอบรมและติดอาวุธให้พลเรือนเพื่อทำหน้าที่เป็น “กำลังภาคประชาชน” ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “พลเรือน” กับ “พลรบ” เลือนลางลง และส่งผลให้พลเรือนผู้นั้นอาจกลายเป็น “เป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรม” ในมุมมองของฝ่ายตรงข้ามทันที
กรณีศึกษาและความย้อนแย้งในทางปฏิบัติ
การฝึกทบทวนการใช้อาวุธให้สมาชิก อรบ. (รวมถึงสตรี) ที่ปรากฏในพื้นที่ เป็นการสะท้อนถึงกลยุทธ์ “การให้ชุมชนป้องกันตนเอง” อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ก่อให้เกิดผลกระทบที่น่ากังวล
1. การเปลี่ยนสถานะโดยปริยาย
แม้จะเป็นอาสาสมัคร แต่เมื่อถืออาวุธและทำหน้าที่ป้องกันพื้นที่ตามยุทธวิธีทหาร พวกเขากลายเป็นเป้าหมายทันที สิ่งนี้ไม่ได้สร้าง “ความปลอดภัย” แต่เป็นการ “สร้างความเสี่ยงเพิ่ม” ให้กับพลเรือนและครอบครัว
2. ความย้อนแย้งกับวาระ WPS (Women, Peace and Security)
วาระของสหประชาชาติเรื่องสตรี สันติภาพ และความมั่นคง เน้นการส่งเสริมให้สตรีเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพ ไม่ใช่การเปลี่ยนสตรีให้เป็นพลรบ การสนับสนุนให้สตรีจับอาวุธภายใต้กรอบนี้จึงเป็นการตีความที่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสตรีในพื้นที่ขัดแย้ง
3. ภาระที่ไร้สวัสดิการ
หากเกิดการสูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บจากการเผชิญหน้า พลเรือนเหล่านี้มักขาดระบบสวัสดิการและการเยียวยาที่เทียบเท่ากับกำลังพลอาชีพ ทำให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในสมรภูมิ
สรุป: สงครามไม่อาจยุติได้ด้วยอาวุธ
การติดอาวุธให้พลเรือนอาจเป็นทางออกระยะสั้นในการตอบโต้เชิงยุทธวิธี แต่ในระยะยาว สิ่งนี้คือการขยายวงความขัดแย้งและทำให้สังคมชายแดนใต้ติดอยู่ใน “วงจรของอาวุธ” ที่ยากจะจบลงด้วยสันติภาพ การที่รัฐเน้นย้ำแนวทางการฝึกกำลังพลประชาชน สะท้อนถึงการขาดความเชื่อมั่นในกลไกการเจรจาและการสร้างสันติภาพในระดับฐานราก
ข้อเสนอแนะแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
เพื่อนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง เราควรทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่
เปลี่ยนผ่านจาก “การป้องกันด้วยอาวุธ” เป็น “การปกป้องด้วยชุมชน”
รัฐควรสนับสนุนโครงการ UCP ให้มากขึ้น สนับสนุนผู้นำชุมชน กลุ่มสตรี และภาคประชาสังคมในการเป็น “ตัวกลาง” (Mediator) เพื่อเฝ้าระวังความขัดแย้งและสร้างพื้นที่ปลอดภัยแทนการฝึกใช้อาวุธ
สร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านการเจรจา
นำหลักการ WPS มาใช้อย่างถูกต้อง โดยการเพิ่มบทบาทสตรีในฐานะนักเจรจาและผู้ผลักดันนโยบายสันติภาพ ไม่ใช่การเพิ่มบทบาทในฐานะกำลังรบ
ทบทวนบทบาท อรบ.
เปลี่ยนบทบาทจาก “กำลังภาคประชาชนที่ถืออาวุธ” ให้เป็น “เครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยและแจ้งเหตุ” ที่เน้นการสื่อสารและการประสานงาน แทนการเผชิญหน้า
ตระหนักถึงความยั่งยืน
สันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่เกิดจากการสร้าง “พื้นที่ร่วม” ที่ทุกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยโดยไม่ต้องมีปืนในมือ
บทสรุปสุดท้าย
ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับความจริงว่า “อาวุธ” อาจหยุดเหตุการณ์ได้ชั่วคราว แต่ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” และ “กระบวนการเจรจาที่ครอบคลุม” เท่านั้นที่จะยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืนได้ การเปลี่ยนพลเรือนให้เป็นเป้าหมายด้วยการฝึกอาวุธ ไม่ใช่นโยบายแห่งสันติภาพ แต่คือการดึงประชาชนให้ลึกเข้าไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หมายเหตุ
นางสาวอัญชนา หีมมีหน๊ะ เขียน Facebook สะท้อนต่อเรื่องนี้ว่า
การฝึกการใช้อาวุธให้กับผู้หญิง การฝึกการใช้อาวุธให้กับชาวบ้าน คือการเปลี่ยนสถานะพลเรือนให้กลายเป็นพลรบหรือไม่ และจะสูญเสียสถานะที่ควรได้รับการคุ้มครองภายใต้หลัก IHL ในขณะที่เรากำลังนำ WPS มาใช้ในพื้นที่เพื่อให้เกิดการคุ้มครองผู้หญิงในพื้นที่ขัดแย้ง แต่นโยบายหรือทางปฏิบัติกลับไม่เป็นเช่นนั้น และกำลังจะผลักให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากขึ้นโดยที่ปราศจากสวัสดิการใด ๆ
เราพยายามจะเสนอแนวคิดเรื่อง Unarmed Civilian Protection ให้กับสังคมจังหวัดชายแดนใต้ และสนับสนุนแนวคิดเรื่องการเจรจาอย่างสันติ แต่เท่าที่ติดตามในพื้นที่ออนไลน์ กลับพบว่า การสนับสนุนเรื่องการใช้อาวุธกำลังกลับมาอีกครั้งเหมือนช่วงแรกของเหตุการณ์ความรุนแรง และเป้าหมายคือพลเรือนที่แปลงสภาพ
“สถานะพลเรือน (Civilian Status): เนื่องจากสมาชิก อรบ. เป็นกองกำลังภาคประชาชนกลุ่มอาสาสมัคร ไม่ใช่ทหารประจำการ จึงถือเป็น ‘พลเรือน’ ตามหลัก IHL การคุ้มครองตามหลัก IHL: พลเรือนจะได้รับการคุ้มครองจากการตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี เว้นแต่และตลอดเวลาที่พวกเขาจะ ‘เข้าร่วมในการสู้รบโดยตรง’ (Direct Participation in Hostilities – DPH) ในช่วงเวลาที่พวกเขาจับอาวุธขึ้นต่อสู้ พวกเขาจะสูญเสียสถานะการคุ้มครองชั่วคราวและอาจกลายเป็นเป้าหมายทางทหารได้”
เราอยากให้ทุกฝ่ายทบทวนถึงสถานการณ์และกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเรื้อรังนี้ให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนได้จริง และต้องไม่ลืมว่าโลกใบนี้ค้นพบแล้วว่า สงครามไม่อาจยุติได้อย่างยั่งยืนด้วยอาวุธ
108 total views, 108 views today

More Stories
ประชาสังคมชายแดนใต้ผนึกกำลัง 47 องค์กร ยื่น 11 ข้อเสนอจี้ “ฐนัตถ์” เร่งเครื่องสันติภาพที่ยั่งยืน
เครื่องเล่นสนามหาดนราทัศน์: จาก “คำสั่งรื้อถอน” สู่โอกาสสร้าง “พื้นที่สร้างสรรค์” ที่ยั่งยืน : ปัญหาและทางออก
วิกฤตการณ์กุโบร์บ้านท่ายาง: การละเมิดพื้นที่สาธารณะในมุมมองศาสนบัญญัติและหลักนิติรัฐ : ปัญหาและทางออก