มิถุนายน 6, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

กังขาโครงการ “TH-AI Passport” 1.6 พันล้าน: ความจำเป็นหรือความไม่โปร่งใส?

แชร์เลย

“เทคโนโลยี” ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจริงๆ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณไปใช้ในโครงการที่หวือหวาแต่ไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     โครงการ “ยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย” (TH-AI Passport) มูลค่ากว่า 1,650 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและความจำเป็นที่แท้จริงของโครงการ

ปมปัญหาและข้อสงสัย

ฝ่ายค้านโดย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ (พรรคประชาชน) ได้ตั้งกระทู้ถามสดโดยชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติหลายประการ

  • ความรีบเร่งและกระบวนการ: โครงการนี้ใช้งบประมาณสูงที่สุดและอนุมัติเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์กองทุนดีอี โดยช่วงเวลาตั้งแต่เปิดประกวดราคาจนถึงยื่นข้อเสนอใช้เวลาเพียง 34 วัน
  • ข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน: มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องความ “บังเอิญ” ของกลุ่มบริษัทที่ทำราคากลางและกลุ่มที่ชนะการประมูล ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่รับงานโครงการระดับหมื่นล้านในกระทรวงอื่นและงานโมโตจีพี อีกทั้งยังมีการล็อกสเปกในทีโออาร์ (TOR)
  • ความคุ้มค่า: การใช้ตัวกลางในการซื้อ AI ทั้งที่มีช่องทางฟรีหรือการซื้อตรง รวมถึงการตั้งงบประมาณที่คำนวณแบบเหมาโหล (งบเหลือเท่าไหร่หารด้วยจำนวนคน) แทนที่จะมาจากความต้องการใช้งานจริง

     ทางด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ได้ชี้แจงยืนยันถึงความโปร่งใส โดยระบุว่ากระบวนการทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมายและใช้เวลาดำเนินการรวม 5 เดือน พร้อมชี้แจงว่าโครงการนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึง AI ระดับมืออาชีพที่ไม่สามารถใช้ของฟรีทั่วไปได้ และเพื่อปกป้องอธิปไตยของข้อมูลในประเทศ

บทสรุป

      ข้อพิพาทนี้สะท้อนถึงความเห็นต่างระหว่างมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของภาครัฐ กับการตรวจสอบความคุ้มค่าและความโปร่งใสของฝ่ายค้าน โดยสังคมยังคงตั้งคำถามว่าการทุ่มงบประมาณก้อนใหญ่ในโครงการเดียวเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการยกระดับทักษะดิจิทัลของคนไทยหรือไม่

ข้อเสนอแนะ

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ควรพิจารณาดังนี้

  • ตรวจสอบความโปร่งใส: หน่วยงานตรวจสอบอิสระควรเข้ามาตรวจสอบกระบวนการประมูลและที่มาของราคากลางอย่างละเอียด เพื่อคลายข้อสงสัยเรื่องกลุ่มทุนผูกขาด
  • เน้นการพัฒนาเชิงโครงสร้าง: รัฐบาลควรทบทวนงบประมาณจากการซื้อแพลตฟอร์มสำเร็จรูป มาเป็นการสนับสนุนทักษะดิจิทัลที่สอดคล้องกับปัญหาเชิงระบบหรือส่งเสริมอาชีพในชุมชนที่ด้อยโอกาสโดยตรง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการใช้งบประมาณในโครงการระยะสั้น
  • เพิ่มการมีส่วนร่วม: ควรมีการทำประชาพิจารณ์ที่ครอบคลุมและรับฟังเสียงจากผู้เชี่ยวชาญนอกภาครัฐ เพื่อออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและคุ้มค่าภาษีที่สุด

     ประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทในโครงการ TH-AI Passport เป็นการ “ผลาญงบ” แทนที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการศึกษาหรือพัฒนาทักษะอาชีพในชุมชนนั้น สามารถสรุปวิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงเปรียบต่างได้ดังนี้

1. ปัญหาเชิงระบบที่ถูกมองข้าม

      ผู้เห็นต่างมองว่าแทนที่จะทุ่มงบไปกับการซื้อบริการ AI แบบเหมาจ่าย การนำเงินจำนวนเดียวกันนี้ไปลงทุนใน “พื้นฐาน” จะส่งผลในระยะยาวมากกว่า เช่น

  • ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง: ชุมชนด้อยโอกาสจำนวนมากยังขาดแคลนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้จริง ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เสถียร หรือแม้แต่ไฟฟ้าที่มั่นคง การมี AI แต่ไม่มี “เครื่องมือ” หรือ “สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย” ทำให้โครงการนี้อาจเข้าไม่ถึงกลุ่มคนที่ต้องการที่สุด
  • ทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน (Digital Literacy): ก่อนที่จะก้าวไปถึง AI ประชากรจำนวนมากยังขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต การศึกษา และการทำธุรกรรม การนำงบไปพัฒนาหลักสูตรหรือฝึกอบรมบุคลากรในท้องถิ่นให้มีความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีเบื้องต้น น่าจะเป็นการสร้างฐานรากที่มั่นคงกว่า

2. โอกาสในการสร้างอาชีพในชุมชน

      หากเปลี่ยนงบ 1,600 ล้านบาท มาเป็นการ “สร้างทักษะอาชีพ” แทน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้มากกว่า เช่น

  • การศึกษาเชิงอาชีวะที่ทันสมัย: สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับความต้องการของตลาดงานในท้องถิ่น (เช่น เกษตรแม่นยำ, ช่างเทคนิคขั้นสูง, หรือการแปรรูปสินค้าชุมชน)
  • ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลชุมชน: แทนที่จะซื้อแพลตฟอร์ม AI ให้คนใช้งานรายบุคคล การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่สอนการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อ “เพิ่มรายได้” โดยตรง (เช่น การตลาดออนไลน์, การขายสินค้าข้ามพรมแดน, หรือการจัดการฐานข้อมูลการเกษตร) จะส่งผลต่อเศรษฐกิจฐานรากมากกว่า

3. คำถามถึงความคุ้มค่า (Value for Money)

      ข้อวิจารณ์สำคัญคือการใช้งบประมาณระดับพันล้านกับเทคโนโลยีที่ “ของฟรี” ก็สามารถเข้าถึงได้และมีการแข่งขันสูงมาก

  • คำถามเรื่องความจำเป็น: ฝ่ายค้านและภาคประชาชนตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องซื้อ “ใบผ่านทาง” (Passport) ในราคาที่สูงลิ่ว ทั้งที่รัฐสามารถใช้กลไกความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกลาง (Public Infrastructure) เพื่อเปิดให้ประชาชนเข้าถึงความรู้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงหรือตัวกลาง

บทสรุป

การทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับ AI ในขณะที่ปัญหาพื้นฐานทางการศึกษาและการเข้าถึงโอกาสของคนในพื้นที่ห่างไกลยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า “เทคโนโลยี” ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจริงๆ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณไปใช้ในโครงการที่หวือหวาแต่ไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน”

 6,138 total views,  6,138 views today