อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
บทนำ
ในหน้าประวัติศาสตร์ศาสนาอิสลาม เรื่องราวของการเสียสละมักถูกถ่ายทอดผ่านบทบาทของเหล่าบรรดานบีและบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากเราขุดลึกลงไปในรากเหง้าของเรื่องเล่าเหล่านั้น เราจะพบกับตัวละครหญิงผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์และวางรากฐานแห่งศรัทธา หนึ่งนั้นคือ พระนางฮาญัร (Hajar) ภรรยาของนบีอิบรอฮีม (อ.) ผู้ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตาม แต่เป็น “หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์” ผู้ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ในหุบเขาแห่งการทดสอบ ผ่านพิธีฮัจญ์และวันอีดิ้ลอัฎฮา
ความสัมพันธ์และการเดินทางแห่งศรัทธา
พระนางฮาญัร เป็นสตรีชาวอียิปต์ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นภรรยาของนบีอิบรอฮีม (อ.) หลังจากที่ท่านหญิงซาเราะห์ไม่มีบุตร เมื่อนางให้กำเนิด นบีอิสมาอีล (อ.) เหตุการณ์แห่งการทดสอบครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น นบีอิบรอฮีมได้นำพานางและลูกน้อยไปทิ้งไว้ในหุบเขามักกะฮ์ที่แห้งแล้งและไม่มีผู้คนอาศัยอยู่
ภาพของมารดาที่ยืนอยู่ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง ไม่ใช่ภาพของความสิ้นหวัง แต่เป็นภาพของการยอมรับในพระบัญชาของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) อย่างสมบูรณ์ คำถามที่นางถามนบีอิบรอฮีมว่า “อัลลอฮ์สั่งท่านใช่หรือไม่?” ก่อนจะตอบรับว่า “หากพระองค์ทรงสั่งเช่นนั้น พระองค์ย่อมไม่ทอดทิ้งเรา” คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงถึงหัวใจที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและการมอบหมาย (ตะวักกั้ล)
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และศาสนา
ในอัลกุรอาน ซูเราะห์อิบรอฮีม (37:37) ได้บันทึกคำวิงวอนของนบีอิบรอฮีมที่ว่า:
“โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานของข้าพระองค์พำนักอยู่ในหุบเขาที่ไม่มีพืชผล…”
การกระทำของพระนางฮาญัรในการวิ่งขึ้นลงระหว่างภูเขาซอฟาและมัรวะฮ์เพื่อหาน้ำให้บุตรชาย จนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงประทานน้ำ “ซัมซัม” ให้ผุดขึ้นมานั้น ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมฮัจญ์ที่เรียกว่า “อัซซะอี” ซึ่งผู้คนนับล้านในปัจจุบันยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมา
อภิปราย: บทเรียนจากการหนุนเสริมร่วม
นางสาวโซรยา จามจุรี จากเครือข่าย Civic Women ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า พิธีฮัจญ์ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงเรื่องราวของบุรุษผู้เสียสละ แต่คือการเดินตามรอยของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นแม่ ผู้ที่ไม่ยอมแพ้ต่อสถานการณ์และเป็นผู้ลงมือทำ
1. ผู้ลงมือทำ (The Doer)
พระนางฮาญัรไม่ได้นั่งรอปาฏิหาริย์ แต่เป็นผู้ริเริ่มออกค้นหาหนทาง นั่นคือบทเรียนว่า “ตะวักกั้ล” ต้องมาพร้อมกับ “การลงมือทำ”
2. บทบาทความเป็นแม่และการปกป้องชีวิต
ความรักของแม่คือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการสร้างอารยธรรม
3. การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นรากฐาน
สถานที่ที่เคยเป็นหุบเขาที่ว่างเปล่า กลับกลายเป็นศูนย์กลางของศรัทธาเพราะการยืนหยัดของผู้หญิงคนนี้
สรุป
เรื่องราวของพระนางฮาญัรยืนยันกับเราว่า ผู้หญิงไม่ใช่ตัวประกอบในประวัติศาสตร์ แต่เป็น “กระดูกสันหลัง” ที่ค้ำจุนศรัทธาและครอบครัว การที่คนนับล้านเดินตามรอยเท้าของนางในทุกปี สะท้อนให้เห็นว่าความอดทน ความรัก และความเข้มแข็งของผู้หญิงเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงยกย่องและจารึกไว้ตลอดกาล
วันอีดิ้ลอัฎฮาและพิธีฮัจญ์จึงมิใช่เพียงการเตือนใจถึงการเสียสละของบุรุษ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงสตรีผู้เป็นแม่ ผู้เป็นหุ้นส่วนชีวิต และผู้ร่วมสร้างอารยธรรมที่ไม่มีวันลบเลือน
หมายเหตุ อ่านบทความฉบับเต็มใน
ข้อคิดจากวันอีดและฮัจญ์: เมื่อผู้คนนับล้านยังคงเดินตามรอยของพระนางฮาญัร
เมื่อพูดถึงวันอีดิ้ลอัฎฮา หรือช่วงเวลาของฮัจญ์ คนจำนวนมากมักนึกถึงเรื่องของการกุรบาน การเสียสละของนบีอิบรอฮีม และนบีอิสมาอีล เรื่องเล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะความทรงจำร่วมทางศาสนา และถูกสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานในโลกมุสลิม
แต่หากลองมองให้ลึกลงไปในเรื่องเล่าเดียวกัน จะพบว่ายังมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ตรงกลางของประวัติศาสตร์นี้เช่นกัน นั่นคือพระนางฮาญัร มารดาของนบีอิสมาอีล และภรรยาของนบีอิบรอฮีม
บ่อยครั้ง เรื่องเล่าทางศาสนามักถูกเล่าผ่านบทบาทของบรรดานบีหรือบุรุษสำคัญ แต่เรื่องของพระนางฮาญัรชวนให้เราหยุดคิดอีกมุมหนึ่ง เพราะเธอไม่ได้เป็นเพียงผู้ที่อยู่รายล้อมเหตุการณ์ หากเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยการกระทำของเธอเอง
ในหุบเขาอันแห้งแล้งของมักกะฮ์ เธอกับลูกอยู่กันเพียงลำพังกลางทะเลทรายเวิ้งว้าง ไม่มีผู้คน ไม่มีน้ำ พระนางฮาญัรคือผู้ที่ลุกขึ้นเคลื่อนไหว เธอเดิน เธอวิ่ง เธอค้นหา และเธอไม่หยุดหาน้ำให้ลูก แม้อยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความยากลำบากอย่างที่สุด
เมื่อมองผ่านมิติของผู้หญิงและความเป็นแม่ เรื่องนี้ยิ่งมีความหมายอย่างลึกซึ้ง เพราะทำให้เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในฐานะผู้ลงมือทำ ผู้ปกป้องรักษาชีวิต และผู้ไม่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ตรงหน้า
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การเคลื่อนไหวของพระนางฮาญัรไม่ได้เลือนหายไปในประวัติศาสตร์ ตรงกันข้าม กลับถูกจารึกไว้ในความทรงจำทางศาสนาผ่านพิธี “สะแอ” ในการประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งมุสลิมทั่วโลกจะเดินระหว่างเขาซอฟาและมัรวะห์ 7 รอบ เพื่อรำลึกถึงการเดินค้นหาน้ำของเธอ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง หนึ่งในพิธีกรรมสำคัญของอิสลาม คือการที่ผู้คนนับล้านยังคงเดินตามรอยของผู้หญิงคนหนึ่ง
ไม่ใช่กษัตริย์
ไม่ใช่นักรบ
ไม่ใช่ผู้นำเผ่า
ไม่ใช่ผู้นำศาสนา
แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้เป็นแม่ ที่กำลังวิ่งหาน้ำให้ลูก
เมื่อมองจากมุมนี้ เรื่องของพระนางฮาญัรจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของศรัทธาในอดีต หากยังเป็นเรื่องของความอดทน ความรัก ความมุ่งมั่น การไม่ยอมแพ้ ไม่สิ้นหวัง และความเข้มแข็งที่ยังสะท้อนมาถึงผู้คนในปัจจุบัน
บางทีสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในเรื่องนี้ อาจไม่ใช่เพียงการที่อัลลอฮ์ให้น้ำซัมซัมผุดขึ้นจากผืนดิน หลังเธอผ่านการพิสูจน์ศรัทธาอันกล้าแกร่ง และการมอบหมาย (ตะวักกั้ล) ต่ออัลลอฮ์
แต่เป็นการที่เรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งลุกขึ้นเดินกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้างร้อนระอุ เพื่อหาน้ำประทังชีวิตลูก กลับยังถูกเล่าซ้ำ รำลึกซ้ำ และเดินตามซ้ำ โดยผู้คนนับล้านมาจนถึงทุกวันนี้
และนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งข้อคิดสำคัญจากวันอีดและฮัจญ์ ว่าเรื่องราวของผู้หญิง เรื่องราวของแม่ และเรื่องราวของการไม่ยอมแพ้ ไม่เคยเป็นเรื่องเล็กในประวัติศาสตร์เลย
#นางฮาญัร #วันอีด #พิธีฮัจญ์ #นบีอิบรอฮีม #WomenEmpowerment
6,550 total views, 6,550 views today

More Stories
เมื่อ “IO” กลายเป็นเงาที่ไร้ตัวตน: สงครามข้อมูลข่าวสารกับการคุกคามเสรีภาพ :ปัญหาและทางออก(ข้อเสนอแนะ)
ยกระดับคมนาคมไทย: ข้อเสนอเร่งด่วนในการพัฒนารถไฟสู่มาตรฐานที่เข้าถึงได้เพื่อทุกคน
ถึงเวลาเปลี่ยนจาก “ด่านตรวจที่สร้างภาระ” เป็น “ระบบเฝ้าระวังที่สร้างความจริง” ด้วยเทคโนโลยี เพื่อจับโจร