มิถุนายน 6, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เมื่อ “IO” กลายเป็นเงาที่ไร้ตัวตน: สงครามข้อมูลข่าวสารกับการคุกคามเสรีภาพ :ปัญหาและทางออก(ข้อเสนอแนะ)

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารกลายเป็นอาวุธสำคัญ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operation) ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดในสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

     ล่าสุดเหตุการณ์ที่สื่อมวลชนอย่าง ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และเครือข่ายสถาบันการศึกษาอิสลามถูกโจมตีอย่างเป็นระบบ สะท้อนให้เห็นถึงภัยคุกคามที่แนบเนียนและทรงพลัง ซึ่งท้าทายทั้งความปลอดภัยส่วนบุคคลและกระบวนการสันติภาพ

ทำไมและอย่างไร: วิวัฒนาการของ IO ในยุคดิจิทัล

IO ในอดีตอาจจำกัดอยู่เพียงการใช้กำลังพลโพสต์และแชร์ข้อมูล แต่ปัจจุบันได้วิวัฒนาการไปไกลกว่านั้น

  • ทำไมถึงทำ: เพื่อควบคุมทิศทางความคิด (Narrative) ของสังคม สร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐ และ “ด้อยค่า” ผู้ที่เห็นต่างหรือผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ
  • อย่างไร: มีการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ “มีเดียเอเจนซี่” ภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญ การสร้างบัญชีปลอม (อวตาร) กว่า 1,000 บัญชี และการนำ AI (Generative AI) มาตัดต่อภาพหรือสร้างข้อความเพื่อปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง (Dangerous Speech) โดยผสมผสานข่าวจริงเข้ากับข่าวปลอม (Fake News) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อมูลเท็จนั้นดูเหมือนกระแสสังคมปกติ

ข้อแตกต่าง: การวิพากษ์วิจารณ์ vs. ปฏิบัติการ IO

สังคมจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างสองแนวทางนี้เพื่อไม่ให้ถูกบิดเบือนประเด็น

  • การวิพากษ์วิจารณ์ (Criticism): คือการแสดงความคิดเห็นบนฐานข้อเท็จจริง ตรวจสอบการทำงานของรัฐด้วยการ “เปิดเผยตัวตน” และพร้อมถกเถียงด้วยเหตุผล
  • ปฏิบัติการ IO: คือการมุ่งเน้น “ผลกระทบ” มากกว่าเหตุผล ใช้ระบบอวตารจำนวนมากปั่นกระแสให้ดูเหมือนคนจำนวนมากเห็นด้วย มุ่งเน้นการโจมตีตัวบุคคล (Ad Hominem) และสร้างความหวาดกลัว เพื่อปิดปากผู้เห็นต่าง

กรณีตัวอย่าง: การล่าแม่มดดิจิทัลต่อสื่อและสถาบันการศึกษา

      เหตุการณ์โจมตี ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หลังจากการตั้งคำถามต่อแม่ทัพภาคที่ 4 และกรณี เครือข่ายสามพี่น้องด้านการศึกษาอิสลาม (สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้, สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ, และมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกา) หลังทำหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 คือหลักฐานชัดเจน

  • ทันทีที่มีการเคลื่อนไหว จะเกิดเพจข่าวจำนวนมากและบัญชีนิรนามเข้ามารุมใส่ร้ายป้ายสี เช่น การตัดต่อภาพ AI ให้ดูเป็นปีศาจ หรือติดป้ายว่าเป็น “นักข่าวโจร/โฆษก BRN”
  • พฤติกรรมนี้สอดคล้องกับรายงาน Facebook ปี 2564 ที่ระบุถึงบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งผลกระทบไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเสียง แต่หมายถึง ความปลอดภัยในชีวิต ของบุคคลที่ลงพื้นที่จริง

ใครต้องรับผิดชอบและใครต้องแก้?

     ในการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2569 แม้ตัวแทน กอ.รมน. จะปฏิเสธว่า “ปัจจุบันไม่มีหน่วยงาน IO แล้ว” และอ้างว่าเป็นเพียงงาน “ประชาสัมพันธ์” แต่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในเรื่อง

  1. งบประมาณกว่า 600 ล้านบาท: งบประมาณด้านข่าวกรองและประชาสัมพันธ์ถูกนำไปใช้จ้างเอเจนซี่เอกชนมาทำ IO หรือไม่?
  2. ความรับผิดชอบเชิงนโยบาย: หน่วยงานความมั่นคงต้องแสดงความรับผิดชอบ หากเพจทางการของรัฐ (เช่น ฉก.นราธิวาส) มีส่วนเกี่ยวข้องหรือนิ่งเฉยต่อการกระจาย Hate Speech

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

การใช้ IO เพื่อปิดปากผู้ตรวจสอบคือการกัดกร่อนประชาธิปไตย รัฐควรดำเนินการดังนี้

  • สั่งการหยุดปฏิบัติการทันที: กระทรวงกลาโหมต้องสั่งระงับการใช้ภาษีประชาชนเพื่อสร้าง “วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง” โดยเด็ดขาด
  • ความโปร่งใสเชิงงบประมาณ: กอ.รมน. ต้องเปิดเผยรายละเอียดการจ้างเหมาบริการบริษัทเอกชนทั้งหมด
  • กระทรวงดีอีต้องทำงานเชิงรุก: ต้องไม่ทำหน้าที่เพียง “ผู้ประสานงาน” แต่ต้องมีมาตรการระบุตัวตนผู้กระทำผิดและประสานแพลตฟอร์มเพื่อลบเนื้อหาที่เป็นอันตรายโดยทันที
  • กฎหมายคุ้มครองสื่อและประชาชน (Anti-SLAPP): ผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการใช้การฟ้องร้องหรือการล่าแม่มดออนไลน์เพื่อปิดปากผู้ตรวจสอบ
  • ความร่วมมือจากแพลตฟอร์ม: แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบและเปิดเผยขบวนการที่ใช้บัญชีจำนวนมากในการทำลายสิทธิเสรีภาพ

สรุป

     เสรีภาพในการตรวจสอบคือหัวใจของความสงบสุข หากรัฐไทยต้องการสร้างความเชื่อมั่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มุ่งทำร้ายประชาชน คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนจาก “สงครามข้อมูล” มาสู่ “การสื่อสารที่โปร่งใสและสร้างสรรค์”

หมายเหตุข่าว

“กอ.รมน. ภาค 4 รับเคยทำไอโอในอดีตแต่รอบนี้ปัดเอี่ยว”

      28 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร มีวาระประชุมเรื่องการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ)

     มูลเหตุมาจากกรณีของ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้ง The Reporters ที่สอบถามแม่ทัพภาคที่ 4 เกี่ยวกับการลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชาติ

     โดยในช่วงต้นการประชุม ฐปณีย์นำเสนอที่มาที่ไปของเหตุการณ์ การถูกโจมตีด้วยปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) แทบจะทันทีทันใดหลังจากการสอบถามแม่ทัพภาคที่ 4 และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน (28 พฤษภาคม 2569) และตามด้วยการชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กอ.รมน. ภาค 4 รับเคยทำไอโอในอดีตแต่รอบนี้ปัดเอี่ยว

      พ.อ. กิตติพัฒน์ กาลปักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ซึ่งเป็นผู้ทำงานในส่วนกลางชี้แจงเป็นคนแรก จากนั้น พ.อ. ภาสกร บูรณวณิช รองเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า เขาทำงานด้านการข่าวมาก่อนและเคยอยู่ที่สำนักอำนวยการข่าวกรองมาประมาณ 10 ปี

ในภาพรวมโดยเฉพาะการทำงานด้านการข่าว กอ.รมน. ไม่เคยมีการปิดบัง

“ผมในฐานะของตัวแทน กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ขออนุญาตนำเรียนว่า ขณะนี้บรรยากาศในห้องประชุมเชื่อไปหมดแล้ว จะมุ่งว่า กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ทำ [ไอโอ] และผมก็จะต้องตอบว่าไม่ได้ทำ มันก็จะมีประมาณนี้ ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินเลย… งานของ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า หลักๆ เลยคือการสร้างความเข้าใจ ประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจ… กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า สิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราจะทำไม่ได้ คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย การกระทำที่สร้างความแตกแยก”

      พ.อ. ภาสกร ระบุว่า กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า จะทะเลาะกับสื่อทำไม ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาเลย ความมุ่งหมายของการทำงานของส่วนราชการคือความสงบ ไม่มีการก่อเหตุรุนแรง

      สิ่งที่เราจะทำไม่ได้คือการสร้างความแตกสามัคคี เขาระบุว่า จะแม่ทัพภาคที่ 4 ให้เน้นย้ำกำลังพลหลีกเลี่ยงการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพราะบางทีมันส่งผลกระทบอย่างมาก ซึ่งในประเด็นนี้ รอมฎอน ปันจอร์ สส. พรรคประชาชน ระบุว่า เป็นมาตรการที่น้อยเกินไป

      ด้านภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมการ ระบุว่า ต้องการให้ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า พิจารณานำงบประมาณที่มีอยู่มาแสวงหาความจริงในเรื่องดังกล่าว ซึ่งท้ายที่สุด พ.อ. ภาสกร จะรับไปพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา

       ในตอนท้าย พ.อ. กิตติพัฒน์ กาลปักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ตอบคำถามหทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record รับว่า เคยมีการทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอจริงในอดีต

“เรียนคุณหทัยรัตน์ที่ถามเรื่องการปฏิบัติงานของ กอ.รมน. ภาคว่า มีการปฏิบัติในเรื่องนี้ไหม กอ.รมน. ภาคเป็นหน่วยย่อยตามสายการบัญชาของ กอ.รมน. ที่สวนรื่นฯ ที่ผมอยู่ เขาก็มีส่วนงานที่เกี่ยวกับการปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศเหมือนกัน ก็ทำงานในเรื่องการประชาสัมพันธ์หน่วย แล้วก็ดูแลประชาชน ช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก

ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่คุณหทัยรัตน์ว่า ก็มี แต่ว่าเรื่องเกี่ยวกับการไอโอ Information Operation ในส่วนงานของ กอ.รมน. ไม่มีหน่วยงานนี้แล้ว ตั้งแต่ที่ท่านรอมฎอนพูด ไม่มีงบประมาณนี้ ยอมรับว่าแต่ก่อนมี แต่ว่ายกเลิกไปแล้วตามเหตุการณ์บ้านเมือง ตามผู้นำประเทศที่เปลี่ยนไป…

ไม่มีหน่วยงานนี้แล้ว และก็ยืนยันว่าไม่มีหน่วยงานนี้ แล้วก็ไม่ได้รับงบประมาณในเรื่อง Information Operation แล้ว ไม่มีแล้ว ก็เป็นการปฏิบัติงานด้วยการประชาสัมพันธ์ การปฏิบัติงานในการช่วยเหลือประชาชน ในการเทิดทูนสถาบัน ก็อันนี้เป็นงานหลักที่ใช้ในช่องทางสื่อสาร”

อ่านทั้งหมด: https://www.ilaw.or.th/articles/58062

 2,094 total views,  2,094 views today