มิถุนายน 3, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ฮิญาบไม่ใช่เรื่องของ “เชื้อชาติ” แต่คือ “เจตนารมณ์แห่งความยำเกรง”: ถอดบทเรียนการสื่อสารที่ผิดพลาดที่ว่า “ชุดไทยไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมสวมใส่เพราะรัดรูป”

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้

เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นพื้นที่หลักในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นการถกเถียงในประเด็นศาสนาที่บานปลายไปสู่การใช้อารมณ์ มากกว่าการใช้เหตุผลและหลักวิชาการ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ฮิญาบและการแต่งกายของสตรีมุสลิม” ซึ่งมักจะถูกโยงเข้ากับเรื่องของวัฒนธรรม เชื้อชาติ หรือแม้กระทั่งกลายมาเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลอื่นอย่างไม่เป็นธรรม

     บทเรียนสำคัญจากการสื่อสารในเรื่องนี้ คือการแยกแยะระหว่าง “แก่นแท้ของศาสนา” กับ “ค่านิยมทางวัฒนธรรม” ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประเด็นอันละเอียดอ่อนนี้ถูกบิดเบือน หรือกลายเป็นช่องว่างให้คนต่างศาสนิกเกิดความเข้าใจผิดต่อภาพลักษณ์ของอิสลาม โดยเฉพาะการด่วนสรุปหรือสร้างวาทกรรมที่ผิดพลาดว่า “ชุดไทยไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมสวมใส่เพราะรัดรูป” ซึ่งเป็นการมองเพียงรูปแบบภายนอกมากกว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริง

1. แก่นแท้และจิตวิญญาณ: คำนิยามของ “ฮิญาบ” ตามศาสนบัญญัติ

     เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่รากศัพท์และนิยามที่แท้จริง โดยทางภาษาศาสตร์ คำว่า “ฮิญาบ” มาจากรากศัพท์ภาษาอาหรับว่า (hajaba yahjibu hijba wa hijabba) ซึ่งมีความหมายอันลึกซึ้งแปลว่า “การซ่อน การปกปิด หรือการกีดกั้น”

      ขณะที่ในทางศาสนบัญญัติ ฮิญาบหมายถึง “การปกปิดร่างกายและเครื่องประดับทั้งหมด เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และยกเว้นต่อบุคคลที่ได้รับการผ่อนปรนตามเกณฑ์ศาสนาเท่านั้น”

      สตรีมุสลิมเมื่อบรรลุศาสนภาวะแล้ว การแต่งกายที่มิดชิดนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ “แฟชั่น” หรือ “วัฒนธรรมเฉพาะถิ่น” หากแต่เป็น “บทบัญญัติอันจำเป็น (วาญิบ)” ที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของความเป็นสตรี ให้รอดพ้นจากบุรุษเพศที่ใช้อารมณ์ฝ่ายต่ำลวนลามทางสายตา ซึ่งสายตาที่ขาดความสำรวมนั้นมักเป็นจุดเริ่มต้นของการก่ออาชญากรรม และความเสื่อมทรามทางสังคมอื่น ๆ ที่มิอาจคณานับได้

หลักการอันงดงามนี้ปรากฏชัดในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน โองการที่ 31 แห่งบทอันนูร ความว่า:

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดาสตรีผู้ศรัทธาให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาของสงวนของพวกเธอไว้ อย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ…”

2. ชุดชาติไหนก็ใส่ได้…หากไม่ขัดต่อ “เจตนารมณ์ของฮิญาบ”

      จากตัวบทหลักฐานข้างต้น จะเห็นได้ว่า อิสลามไม่ได้จำกัดว่าสตรีมุสลิมจะต้องสวมใส่ชุดประจำชาติอาหรับ หรือชุดอาบาย่า (Abaya) เท่านั้น

     เนื่องจากอิสลามเป็นศาสนาสากลสำหรับทุกยุคสมัยและทุกชนชาติ ดังนั้น ไม่ว่าจะใส่ชุดไทย ชุดมลายู ชุดกิโมโน ชุดฮันบก หรือชุดสากลนิยม “ก็ไม่บาป” ตราบใดที่ชุดเหล่านั้นได้รับการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์หลัก คือการปกปิดเอาเราะฮ์อย่างมิดชิด ไม่รัดรูป (ไม่เน้นสัดส่วน) และไม่บางจนเห็นผิวเนื้อ

      การกล่าวอ้างว่าชุดไทยสวมใส่ไม่ได้เพราะรัดรูป ถือเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร เพราะในความเป็นจริง “โครงสร้างของชุดประจำชาติ” กับ “ความรัดรูปของเสื้อผ้า” เป็นคนละประเด็นกัน

     ชุดไทยสามารถนำมาปรับปรุง (Adapt) ให้มีตัวเสื้อที่หลวม ไม่เน้นรูปทรง ผ้านุ่งที่ไม่รัดกุมจนเกินไป และเสริมด้วยการคลุมศีรษะลงมาถึงหน้าอกอย่างเหมาะสมตามที่คัมภีร์อัลกุรอานระบุไว้

ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ: ต่อให้สวมใส่ชุดอาบาย่าจากตะวันออกกลาง แต่หากตัดเย็บจนรัดรูปเน้นทรวดทรง ก็ถือว่าผิดหลักการเอาเราะฮ์เช่นกัน ในทางกลับกัน หากสวมใส่ชุดไทยหรือชุดตามวัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วนำมาตัดเย็บให้หลวม หนา และถูกต้องตามเงื่อนไข นั่นคือการปฏิบัติที่สอดคล้องกับจิตวิญญาณแห่งฮิญาบอย่างแท้จริง

3. มาตรฐานที่เท่าเทียม: อย่าใช้หลักการศาสนาเพื่อโจมตีผู้อื่น

     ปรากฏการณ์ในโลกโซเชียลที่น่ากังวล คือการที่ผู้คนบางกลุ่มมักใช้มาตรฐานที่ต่างกัน (Double Standard) ในการตัดสินคนอื่น เช่น การเข้าไปตราหน้าผู้อื่นว่า “บิดเบือนศาสนา” เพียงเพราะเขาอธิบายว่าชุดไทยสามารถใส่ได้

     ทั้งที่ในความเป็นจริง ครอบครัวหรือคนใกล้ชิดของผู้ที่วิจารณ์นั้น ก็อาจจะเคยสวมใส่ชุดวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือชุดแต่งงานที่รัดรูปในงานสำคัญเช่นกัน

     การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยอารมณ์และการด่วนตัดสินผู้อื่น โดยไม่พิจารณาบริบทหรือหลักวิชาการที่แท้จริง ไม่เพียงแต่จะแสดงถึงความย้อนแย้งในตัวเอง แต่ยังเป็นการทำลายบรรยากาศการเรียนรู้ทางศาสนา และทำให้การตักเตือน (นาซีฮัต) หมดความศักดิ์สิทธิ์ไป

อีกทั้งการตั้งแง่รังเกียจชุดประจำชาติของตนเองโดยไม่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ ยิ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้ขยายวงกว้างออกไป

4. ศิลปะการสื่อสาร: ปกป้องภาพลักษณ์ศาสนาด้วยความเข้าใจ

      การนำประเด็นเรื่องการแต่งกายไปผูกติดกับความเป็นชาตินิยม หรือการถกเถียงกันด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในพื้นที่สาธารณะ มีแต่จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของศาสนาในสังคมพหุวัฒนธรรม

     อาจทำให้คนต่างศาสนิกมองว่าอิสลามเป็นศาสนาที่คับแคบ ปฏิเสธวัฒนธรรมท้องถิ่น และไม่ยืดหยุ่น ทั้งที่ในความเป็นจริง อิสลามให้เกียรติวัฒนธรรมของทุกชนชาติ ตราบใดที่วัฒนธรรมนั้นไม่ขัดต่อบทบัญญัติหลัก

ดังนั้น “การสื่อสารที่ถูกต้อง” จึงสำคัญที่สุด เราต้องร่วมกันสื่อสารว่า

  • ศาสนาคือแก่นหลัก: ความหลวม ความหนา และการปกปิดเพื่อรักษาเกียรติยศ คือเกณฑ์ตัดสิน ไม่ใช่ชื่อเรียกหรือแหล่งที่มาของชุด
  • วัฒนธรรมคือส่วนเสริม: ชุดทุกชาติรวมถึงชุดไทย สามารถปรับเปลี่ยนให้หลวมและสุภาพตามหลักการได้ โดยไม่จำเป็นต้องโยนความผิดให้วัฒนธรรมไปเสียหมด

บทสรุป

     ฮิญาบคือสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาและความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า มันคือจิตวิญญาณอันงดงามที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องคุณค่าของสตรี และอยู่เหนือกรอบของเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ

     การแต่งกายที่ถูกต้องจึงไม่ได้วัดกันที่ว่า “ชุดนั้นมาจากประเทศไหน” หรือด่วนสรุปห้ามปรามเพียงเพราะภาพจำว่าชุดไทยต้องรัดรูปเสมอไป แต่วัดกันที่ “ชุดนั้นสามารถรักษาเกียรติและความละอายของสตรีมุสลิมตามที่ศาสนากำหนดไว้ได้หรือไม่”

     ก่อนที่จะชี้หน้าตัดสินใครว่าผิด หรือยกประเด็นชุดวัฒนธรรมมาโจมตีกันจนกลายเป็นการเปิดช่องให้คนต่างศาสนิกวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา เราควรกลับมาสำรวจความเข้าใจของเราเอง และสื่อสารหลักการอันงดงามนี้ด้วยความรู้ ความเมตตา และความสร้างสรรค์ เพื่อให้ฮิญาบทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ ไม่ใช่กำแพงแห่งความขัดแย้ง

 

หมายเหตุ

คลิป

การสื่อสารที่ผิดพลาดที่ว่า “ชุดไทยไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมสวมใส่เพราะรัดรูป”

https://www.facebook.com/share/v/17n37r6ny2/?mibextid=wwXIfr

 531 total views,  531 views today