อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: เสียงจากความมืดและความกลัวที่ไร้คำตอบ
ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืนของหมู่บ้านกาแย อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ในคืนวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ที่บินวนต่ำตามมาด้วยเสียงระเบิดกึกก้องกว่า 8 ครั้งจากบนภูเขา ได้ทำลายความสงบสุขและเติมเต็มพื้นที่ด้วยความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ แต่เป็นภาพฉายซ้ำ (Dejavu) ของเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 หรือเพียงแค่สองเดือนก่อนหน้า
ปฏิบัติการทางทหารกลางคืนที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้งในรอบ 2 เดือน โดยไม่มีการแจ้งเตือน ไม่มีคำอธิบาย หรือพึ่งอธิบายหลังจากชาวบ้านรวมทั้งสื่อออกมาทวงถาม และไม่มีการแสดงความรับผิดชอบอย่างโปร่งใสจากภาครัฐ ได้นำมาซึ่งคำถามสำคัญในใจของประชาชนและสังคมว่า “นี่หรือคือการใช้กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรม?” และปฏิบัติการเช่นนี้สอดคล้องกับมาตรฐานหลักกฎหมายไทยรวมถึงหลักสากลอย่างไร?
อธิบายเหตุการณ์: ปฏิบัติการรัฐกับการลิดรอนวิถีชีวิตชาวบ้าน?
จากข้อเท็จจริงและเสียงสะท้อนของชาวบ้านในพื้นที่ ปฏิบัติการบินต่ำของเฮลิคอปเตอร์และการเกิดเสียงระเบิด/เสียงปืนในเวลากลางคืน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนใน 3 มิติหลัก
1. ผลกระทบทางจิตวิทยา (Psychological Impact)
การบินในระดับต่ำในเวลากลางคืนสร้างสภาวะตื่นตระหนกและหวาดผวา (Panic and Fear) ให้แก่เด็ก ผู้สูงอายุ และชาวบ้านที่ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้
2. ผลกระทบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิต (Economic Impact)
พื้นที่ดังกล่าวเป็นชุมชนเกษตรกรรม ชาวบ้านมีวิถีชีวิตที่ต้องออกไปกรีดยางพาราในช่วงเวลากลางคืน (หลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป) เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไร้ที่มา ชาวบ้านย่อมไม่กล้าออกจากบ้านเพื่อไปประกอบอาชีพ ส่งผลกระทบต่อปากท้องและรายได้โดยตรง
3. กำแพงความไม่ไว้วางใจ (Wall of Distrust)
เมื่อชาวบ้านรวมตัวกันไปสอบถามยังค่ายทหารในหมู่บ้านเพื่อหาความจริง กลับได้รับคำตอบว่า “ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้ยินเสียง” ท่าทีปฏิเสธเช่นนี้ยิ่งเพิ่มความคลางแคลงใจและทำลายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง ในขณะที่ตอนหลังเมื่อ 2 เมษายน 2569 เพจทางการของ ฉก.นราธิวาส ออกมายอมรับว่าขึ้นบินจริง
อภิปราย: มาตรฐานกฎหมายไทย กับ มาตรฐานสากล
เมื่อนำเหตุการณ์นี้มาส่องมองผ่านเลนส์ของ “หลักนิติธรรม” (Rule of Law) ทั้งในระดับประเทศและสากล เราจะพบช่องว่างขนาดใหญ่ดังนี้
1. ในมาตรฐานหลักกฎหมายไทย
แม้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในการปฏิบัติการอย่างกว้างขวาง แต่กฎหมายไทยและรัฐธรรมนูญยังคงรับรองสิทธิในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน
ปฏิบัติการใด ๆ ของรัฐต้องคำนึงถึง “หลักความจำเป็น” (Principle of Necessity) และ “หลักความพอสมควรแก่เหตุ” (Principle of Proportionality)
การใช้อาวุธหรืออากาศยานทางทหารใกล้ชุมชนในยามวิกาล จนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น สวนยางพารา และข่มขู่สิทธิในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข โดยไม่มีการชี้แจง ถือเป็นการใช้อำนาจรัฐที่ขาดความโปร่งใส และสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดหลักการปกครองโดยกฎหมาย
2. ในมาตรฐานหลักกฎหมายสากล
ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี มีหลักการสำคัญว่า รัฐต้องคุ้มครองประชาชนจากการถูกคุกคามและความกลัว แม้ในสถานการณ์ความมั่นคง ปฏิบัติการทางทหารจะต้องแยกแยะระหว่าง “ผู้ก่อเหตุ” กับ “พลเรือน” อย่างเด็ดขาด (Principle of Distinction)
การบินข่มขู่หรือการปฏิบัติการที่ทำให้พลเรือนต้องตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวและไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ขัดต่อมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชน รัฐไม่สามารถอ้าง “ความมั่นคง” เพื่อครอบงำความกลัวเหนือประชาชนบริสุทธิ์ได้ตลอดไป
สรุป: ความโปร่งใสคือรากฐานของความยุติธรรม
กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การจับกุมหรือการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ต้องสงสัย แต่รวมถึง “กระบวนการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของรัฐ” ด้วย ปฏิบัติการบินเฮลิคอปเตอร์กลางดึก 2 ครั้งในรอบ 2 เดือนที่อำเภอจะแนะ โดยไร้คำชี้แจงและการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่เพียงแต่สร้างความกลัว แต่ยังเป็นการผลักชาวบ้านให้ออกห่างจากรัฐ และซ้ำเติมบาดแผลความขัดแย้งให้ลึกลงไปอีก หากรัฐยังคงใช้มาตรการที่คลุมเครือเช่นนี้ ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้กฎหมายตามกระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานสากล
ข้อเสนอแนะ: แนวทางแก้ไขเพื่อคืนความเชื่อมั่น
1. จัดตั้งกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน (Fact-Finding Mechanism)
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) หรือกองทัพภาคที่ 4 ต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการในคืนวันที่ 27 มีนาคม และ 22 พฤษภาคม 2569 ให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา ว่าเป็นภารกิจอะไร และเหตุใดจึงต้องปฏิบัติการใกล้ชุมชนยามวิกาล
2. เยียวยาผลกระทบและทรัพย์สินเสียหาย
ในกรณีที่มีทรัพย์สินของชาวบ้าน เช่น ต้นยางพารา หรือพื้นที่ทำกินได้รับความเสียหายจากปฏิบัติการ รัฐต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจและประเมินค่าเสียหายเพื่อเยียวยาอย่างเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด
3. ปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนและการสื่อสารในพื้นที่
ก่อนการซ้อมรบ หรือปฏิบัติการทางอากาศยามค่ำคืนที่อาจส่งเสียงดัง รัฐต้องประสานงานผ่านผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) เพื่อแจ้งเตือนชาวบ้านล่วงหน้า เพื่อลดความตื่นตระหนก และให้ชาวบ้านสามารถวางแผนการออกไปกรีดยางได้อย่างปลอดภัย
หมายเหตุ
สองเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ครั้งแรก 27 มีนาคม 2569 ห่างจากวันนี้ 22 พฤษภาคม 2569 อีกประมาณ 5 วัน สองเดือน
อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/v/1D24FDU9Lk/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/18j73yh24A/?mibextid=wwXIfr
และเมื่อ 2 เมษายน 2569 เพจทางการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
“ยอมรับว่าใช้เฮลิคอปเตอร์ แต่แค่บินลาดตระเวน ส่วนระเบิดบอกว่าเป็นของ BRN”
แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวลวง “เจ้าหน้าที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งระเบิดใส่พื้นที่ทำกินของประชาชนบริเวณเทือกเขาตะเว”
ทางหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด การใช้เฮลิคอปเตอร์ เป็นเพียงการบินลาดตระเวนทางอากาศเพื่อสนับสนุนกำลังภาคพื้นดินเท่านั้น เสียงระเบิดที่เกิดขึ้น มาจาก “ระเบิดแสวงเครื่อง” ของกลุ่มโจร BRN ที่ขว้างเพื่อสกัดกั้นการติดตามของเจ้าหน้าที่
ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลวง หรือการปลุกปั่นที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และโปรดติดตามข่าวสารจากช่องทางของรัฐเท่านั้น
(รายละเอียดตามเอกสารแนบ)
แจ้งเบาะแส/ติดต่อ: 098-345-6829
Line ID: 098345689
#หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
(อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/p/1E7PhkLq7b/?mibextid=wwXIfr)
299 total views, 299 views today

More Stories
ยืนหยัดกลางความระแวง: ถอดบทเรียน “อิหม่ามมะนาเซ” เราจะช่วยโอบอุ้มกระบวนการสันติภาพ ด้วยสันติวิธี ภายใต้หลักการอิสลาม บ้านเมือง และกฎหมายสากลอย่างไร ?
ข้อเสนอถึง ครม.สัญจร: พลิกโฉมเปลี่ยนผ่าน “จะนะเมืองอุตสาหกรรมหนัก” สู่ “จะนะเมืองการศึกษา (นานาชาติ)”
เมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธา: ‘เด็กฟัรดูอีน’ ฟันเฟืองชีวิตและจิตอาสาใต้ร่มเงาศาสนา