อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

กรณีการสนธิกำลังเข้าตรวจสอบและเชิญตัว “อิหม่ามมะนาเซ” โต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านกาแย ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 (ค่ายเขาตันหยง) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 แม้จะจบลงอย่างรวดเร็วด้วยการส่งตัวกลับภูมิลำเนาในวันถัดมา (20 พฤษภาคม 2569) หลังเสร็จสิ้นการพูดคุยและตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาวบ้าน
#Alhamdulillah
วันนี้ไม่ใช่เพียงวันที่ “โต๊ะอีหม่าม” ได้กลับบ้าน แต่คือวันที่รอยยิ้มและความสบายใจ ได้กลับคืนสู่หัวใจของผู้คนในชุมชนอีกครั้ง
ชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมารอต้อนรับด้วยความคิดถึง ความห่วงใย และดุอาอฺที่ไม่เคยขาดหาย ภาพของการสวมกอด จับมือ และกล่าวต้อนรับกลับบ้าน เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ จนบางความรู้สึกไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว “โต๊ะอีหม่าม” ไม่ใช่เพียงผู้นำศาสนา แต่คือผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างชุมชน คอยสอน คอยเตือน และปลอบโยนหัวใจของผู้คนเสมอมา
วันนี้เสียง “อัลฮัมดุลิลลาฮ์” ดังขึ้นจากหัวใจของคนทั้งหมู่บ้าน หลังผ่านช่วงเวลาแห่งความกังวลและการเฝ้ารอ
ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานความสงบ ความปลอดภัย และความเมตตาแก่ครอบครัวและชุมชนตลอดไป
แต่ในมิติทางกฎหมาย ความมั่นคง และสังคมศาสตร์ เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าแค่การ “เชิญตัวปะปนพูดคุย” ทว่ามันคือภาพสะท้อน (Microcosm) ของโครงสร้างปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 22 ปีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือ การปะทะกันระหว่างการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษที่อ้าง “คำซัดทอด” กับความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชน ซึ่งหากบริหารจัดการผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็พร้อมจะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่จุดไฟให้ลามทุ่ง และสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ไม่ยาก

1. วงจร “คำซัดทอด” บนฐานกฎหมายพิเศษ: ดาบสองคมที่ไร้การตรวจสอบ
ในสมรภูมิชายแดนใต้ เครื่องมือทางกฎหมายความมั่นคง เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความคล่องตัวให้เจ้าหน้าที่ ทหารมีอำนาจเหนือกฎหมายปกติในการตรวจค้น ควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน โดยไม่ต้องมีหมายจับของศาล (ตามมาตรา 15 ทวิ ของกฎอัยการศึก)
บ่อยครั้ง “ชนวน” ของการเข้าเชิญตัวหรือจับกุม มักเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “คำซัดทอด” (Confession/Statement implicating others) จากผู้ถูกควบคุมตัวชุดก่อนหน้า เพื่อขยายผลหาเครือข่าย
อย่างไรก็ตาม จากรายงานเชิงนโยบายและงานวิจัยเชิงประจักษ์ (เช่น สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) พบว่ากระบวนการนี้เป็นดาบสองคมที่มีราคาต้องจ่ายสูงยิ่ง:
น้ำหนักในชั้นศาลต่ำ แต่น้ำหนักในการปฏิบัติการสูง:
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 227/1 ระบุชัดเจนว่า ศาลไทยต้องรับฟังพยานซัดทอดด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรเชื่อโดยลำพังหากไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่หนักแน่น (เช่น พยานวัตถุ หรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์) มารองรับ ทำให้คดีความมั่นคงจำนวนมากในชายแดนใต้สุดท้ายจบลงที่ “ศาลยกฟ้อง” ในชั้นฎีกา
ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ แม้คำซัดทอดจะเบาบางในชั้นศาล แต่กลับมีอำนาจล้นพ้นในชั้นปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง เพียงแค่คำบอกเล่าของผู้ต้องหาในค่ายทหารที่ไร้ทนายความร่วมรับฟัง ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นกำลังทหารอาวุธครบมือเข้าปิดล้อมบ้านของประชาชนหรือผู้นำศาสนาได้ในยามรุ่งสาง
2. ผลกระทบเชิงประจักษ์: ได้ไม่คุ้มเสีย และการพังทลายของ “ภูมิคุ้มกันสังคม”
แม็กนิจูดความเสียหายจากการใช้อำนาจ “เชิญตัวตามอำเภอใจ” โดยขาดพยานหลักฐานสนับสนุนทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ส่งผลกระทบเชิงลบใน 3 มิติหลัก:
| มิติผลกระทบ | ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยและสถานการณ์จริง |
|---|---|
| ⚖️ ความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม | การควบคุมตัวในสถานที่ปิดของทหาร (ศูนย์ซักถาม) ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการซ้อมทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพหรือคำซัดทอดทอดไปสู่อื่น เกิดความหวาดระแวง และความรู้สึก “เลือกปฏิบัติ” (Double Standard) |
| เศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน | การคงกฎหมายพิเศษยาวนานบั่นทอนดัชนีความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ธุรกิจประกันภัยไม่คุ้มครองพื้นที่ การตั้งด่านและการตรวจค้นยามวิกาลกระทบเศรษฐกิจฐานราก เช่น ชาวสวนยางพาราและผู้ขนส่งสินค้าเกษตร |
| ความเชื่อมั่นต่อรัฐ (Trust) | เมื่อเป้าหมายเป็น “ผู้นำศาสนา” หรือ “โต๊ะอิหม่าม” ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ความรู้สึกสะเทือนใจและไม่ปลอดภัยจะแผ่ขยายไปทั้งหมู่บ้านทันที ดังสะท้อนให้เห็นจากน้ำตาและความกังวลของชาวบ้านยามที่ผู้นำของพวกเขาถูกเชิญตัว แม้รัฐจะปล่อยตัวในวันต่อมา แต่รอยร้าวและความไม่ไว้วางใจได้เกิดขึ้นแล้ว |
3. ทางออกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ปฏิรูป “จุดถ่วงดุล” และโมเดลเปลี่ยนผ่าน
เพื่อรื้อถอนวงจรอำนาจเก่าและเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพที่แท้จริง รัฐไทยจำเป็นต้องสร้าง “จุดถ่วงดุล” (Counterbalance) และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน:
1) บังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ อย่างเคร่งครัดในศูนย์ซักถาม
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 คือเครื่องมือสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มควบคุมตัวจนถึงสิ้นสุดกระบวนการซักถาม และต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบทันที เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใส ป้องกันการบังคับขู่เข็ญ และปกป้องตัวเจ้าหน้าที่เองจากการถูกกล่าวหา
2) การกลั่นกรองโดยองค์กรตุลาการ (Judicial Oversight)
ในขั้นตอนการขอหมายจับหรือขยายเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ศาลควรไต่สวนมูลฟ้องและตรวจสอบความเชื่อมโยงของ “คำซัดทอด” อย่างละเอียด ว่ามีพยานวัตถุรองรับหรือไม่ ไม่ควรอนุญาตหากเป็นเพียงความสงสัยที่เลื่อนลอย เพื่อลดข้อครหาเรื่องการกลั่นแกล้ง
3) ถอดบทเรียนจาก “จะแนะ” สู่ “โมเดลสงขลา” (Soft Approach)
ในเหตุการณ์ที่ อ.จะแนะ แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามดึงผู้นำศาสนาเข้าร่วมสังเกตการณ์เพื่อความโปร่งใส แต่กระบวนการขนกำลังเข้าไปเชิญตัวก็ยังสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ชุมชน
รัฐควรนำ “โมเดลสงขลา” ซึ่งเป็นแนวทางริเริ่มในสมัย พลเอก ศานติ ศกุนตนาค (อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 สมัยเป็น ผบ.ฉก.สงขลา) และถูกสานต่อในสมัย พลเอก วรเดช เดชรักษา (อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า อดีต ผบ.ฉก.สงขลา) มาปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งล่าสุดทางสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ได้ยื่นหนังสือให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปัจจุบันเพื่อพิจารณาแล้ว โดยมีหัวใจหลักคือการสร้างความร่วมมือระหว่าง ฉก.ในพื้นที่ กับสถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และตาดีกา:
- เปลี่ยนวิธีเชิญตัว: เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล ให้ประสานผ่านตัวแทนจากสามสถาบันศาสนา/การศึกษาที่ผู้ต้องสงสัยและครอบครัวให้ความไว้วางใจ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้พามาพบเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง
- ผลลัพธ์: รัฐไม่ต้องขนคนมาเชิญตัวอย่างเอิกเกริก ประชาชนไม่ตกใจ สื่อไม่แตกตื่น มีเพียงญาติและผู้นำที่ไว้วางใจร่วมรับฟัง รัฐได้ข้อมูลครบถ้วนโดยไม่เสียมวลชน และไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่
บทสรุป: ยาแรงที่กำลังทำลายภูมิคุ้มกัน
กฎอัยการศึกเปรียบเสมือน “ยาแรง” หรือ “ห้อง ICU ทางกฎหมาย” มีไว้เพื่อระงับวิกฤตเฉพาะหน้าในระยะสั้น การลากยาวใช้นานกว่าสองทศวรรษย่อมทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทางสังคมและนิติรัฐปกติเสียหาย สันติภาพที่ยั่งยืนไม่มีวันงอกงามได้บนผืนดินที่เต็มไปด้วยความระแวงและความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
ถึงเวลาที่ฝ่ายความมั่นคงต้องเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพา “คำซัดทอดและกฎหมายพิเศษ” ไปสู่ “กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง” เพื่อไม่ให้กรณีอิหม่ามมะนาเซ หรือกรณีอื่นใดในอนาคต กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่แผดเผาความพยายามสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ให้กลายเป็นจลาจลอีกครั้ง
อามีน
541 total views, 541 views today

More Stories
3 ข้อที่พึงปรารถนา: ทลายมายาคติ สร้างฉันทามติร่วม และความจริงใจที่ต่อเนื่อง
สานเสวนาสู่สัจจะคติ: ออกแบบอนาคตชายแดนใต้ บนฐานความจริงและความเป็นธรรม
ความสำคัญละหมาดในวิถีมุสลิม แม้ต้องเดินทาง: ความเข้าใจ และมิติใหม่ของ “การรถไฟฯ” ในเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา