อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: เมื่อ “พื้นที่กลาง” เปิดประตูสู่การร่วมสร้างสันติสุข
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและยืดเยื้อมานาน ซึ่งรากเหง้าส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเท่านั้น แต่ยังถูกหล่อเลี้ยงด้วย “มายาคติ” ความระแวง และอคติทางวัฒนธรรมที่สั่งสมระหว่างผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล จึงได้จัดเวทีสานเสวนา “เดินหน้าสู่สันติสุข: การอยู่ร่วมกันท่ามกลางมายาคติในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่พึงปรารถนา” ณ โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้ภาครัฐ ผู้นำศาสนา ภาคการศึกษา และภาคประชาสังคม ได้มาล้อมวงสะท้อนความจริง นำไปสู่การสลายกำแพงอคติ และร่วมกันออกแบบ “ภาพอนาคตที่จับต้องได้” ผ่าน 3 ประเด็นขับเคลื่อนสำคัญ
อธิบาย: เจาะลึก 3 ขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านชายแดนใต้
จากการระดมสมองและกระบวนการรับฟังอย่างลึกซึ้งตลอดทั้งวัน เวทีเสวนาได้ตกผลึกแนวทางการปฏิบัติงานออกมาเป็น 3 เสาหลักสำคัญ ดังนี้
1. ยกระดับรากแก้วทางการศึกษา: ปอเนาะ ตาดีกา และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา
สถาบันศึกษาศาสนาอิสลามในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตาดีกา (ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามประจำมัสยิด) ปอเนาะ หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา คือหัวใจและจิตวิญญาณของชุมชน แนวทางสำคัญคือ:
- เสริมสร้างคุณภาพควบคู่บริบท: พัฒนาหลักสูตรให้ผู้เรียนมีทักษะวิชาชีพและวิชาการที่เท่าทันโลกยุคใหม่ โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์และการหล่อหลอมจริยธรรมทางศาสนา
- เปลี่ยนมุมมองภาครัฐ: รัฐต้องมองสถาบันเหล่านี้เป็น “หุ้นส่วนในการพัฒนา” ไม่ใช่ “พื้นที่เฝ้าระวัง” เพื่อสร้างความไว้วางใจและร่วมกันดึงศักยภาพของเยาวชนมาใช้พัฒนาบ้านเกิด
2. พลิกโฉมการสื่อสาร: สร้างความเข้าใจ สลายอคติ ทั้งในและนอกพื้นที่
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนมักเกิดจากสารที่ถูกบิดเบือนหรือการรับรู้เพียงด้านเดียว เวทีจึงเสนอแนวทางการสื่อสารเชิงรุก:
- สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Communication): มุ่งเน้นการนำเสนอเรื่องราวของสังคมพหุวัฒนธรรมที่งดงาม การร่วมมือกันของคนต่างความเชื่อ และเรื่องราวเชิงบวกในพื้นที่
- ทลายกำแพงความรับรู้: สื่อสารทำความเข้าใจกับ “คนนอกพื้นที่” เพื่อลดการตีตรา (Stigmatization) ว่าชายแดนใต้เป็นพื้นที่รุนแรง และสร้างความเข้าใจให้ “คนในพื้นที่” ถึงความเจตนาดีและข้อจำกัดของกลไกรัฐ
3. จาก “มายาคติ” สู่ “สัจจะคติ”: อยู่ร่วมกันด้วยความจริงและความยุติธรรม
การเปลี่ยนผ่านที่ยั่งยืนที่สุดคือการพาผู้คนก้าวข้ามภาพจำที่น่ากลัว (มายาคติ) ไปสู่ความจริงที่เป็นอยู่ (สัจจะคติ) โดยใช้หลักการ:
- ความจริงและความยุติธรรม: การบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นธรรม เสมอภาค และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อลดเงื่อนไขความคับแค้นใจ
- เคารพความแตกต่าง: ยอมรับว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และวิถีชีวิต ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคง แต่เป็นความรุ่มรวยทางสังคมที่ต้องได้รับการปกป้อง
อภิปราย: ความท้าทายในการเปลี่ยน “ภาพฝัน” ให้เป็น “ความจริง”
แม้ข้อเสนอทั้ง 3 ประเด็นจะมีความคมชัดและตรงจุด แต่ในมิติของการนำไปปฏิบัติจริงยังคงมีความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขบคิด
หัวใจของความสำเร็จในเวทีนี้ ไม่ใช่แค่การได้ข้อเสนอที่สวยงาม แต่คือการที่ “คนเห็นต่าง” สามารถมานั่งคุยกันในพื้นที่ปลอดภัยได้สำเร็จ
ในด้าน การศึกษา ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการกำกับดูแลของรัฐกับการรักษาเสรีภาพทางวัฒนธรรมของชุมชน รัฐต้องก้าวข้ามความระแวงอันเป็นมายาคติเดิมๆ
ขณะเดียวกัน ในมิติของ การสื่อสาร ในยุคข้อมูลข่าวสารล้นเกิน (Information Overload) การขับเคลื่อนสารที่สร้างสรรค์เพื่อสู้กับข่าวลวงหรือวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายคนรุ่นใหม่และสื่อทางเลือกในพื้นที่เข้ามาช่วยเสริมพลัง
นอกจากนี้ การเข้าสู่ “สัจจะคติ” จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากโครงสร้างอำนาจรัฐยังไม่เปิดกว้างให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้อย่างโปร่งใส การสานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้าในครั้งนี้ จึงทำหน้าที่เสมือน “เครื่องกะเทาะเปลือกอคติ” ทำให้เห็นว่า สันติสุขไม่ได้หมายถึงความเงียบสงบจากการบังคับ แต่คือการที่ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี ท่ามกลางความแตกต่างที่ได้รับการยอมรับ
สรุป: สันติสุขที่ยั่งยืนเริ่มต้นที่การรับฟัง
บทสรุปจากเวทีสานเสวนาโดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในครั้งนี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า
“ทางออกของชายแดนใต้ต้องถูกออกแบบโดยคนในพื้นที่และทุกภาคส่วนร่วมกัน”
การยกระดับการศึกษาศาสนาให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน การสื่อสารเชิงบวกเพื่อทลายกำแพงอคติ และการยืนหยัดบนความจริงและความยุติธรรม คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านชายแดนใต้จากพื้นที่แห่งความหวาดระแวง ไปสู่ดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เมื่อใดที่สังคมสามารถเปลี่ยน “มายาคติ” ให้เป็น “สัจจะคติ” ได้ เมื่อนั้นสันติสุขที่แท้จริงและยั่งยืนก็จะหยั่งรากลึกในใจของผู้คนอย่างแน่นอน
217 total views, 217 views today

More Stories
คำซัดทอด กับ อำนาจการเชิญตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ: “น้ำผึ้งหยดเดียว” หรือ “บทเรียนราคาแพง” ของไฟใต้ “ได้ไม่คุ้มเสีย” ปัญหาและทางออก
3 ข้อที่พึงปรารถนา: ทลายมายาคติ สร้างฉันทามติร่วม และความจริงใจที่ต่อเนื่อง
ความสำคัญละหมาดในวิถีมุสลิม แม้ต้องเดินทาง: ความเข้าใจ และมิติใหม่ของ “การรถไฟฯ” ในเทศกาลอีฎิ้ลอัดฮา