พฤษภาคม 20, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

22 ปีไฟใต้กับ “การเชิญตัว” บนฐานกฎหมายพิเศษ: วงจรอำนาจเก่าจะสร้าง “สันติภาพ” ได้จริงหรือ?

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     ไฟใต้ที่ปะทุต่อเนื่องมานานกว่าสองทศวรรษ กำลังเผชิญกับคำถามครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อเหตุการณ์ล่าสุดในพื้นที่ ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส (19 พ.ค. 2569) สะท้อนภาพจำเดิม ๆ ที่คนในพื้นที่คุ้นเคย: เจ้าหน้าที่ใช้ “อำนาจตามกฎอัยการศึก” เข้าปิดล้อม ตรวจค้น และ “เชิญตัว” ผู้ต้องสงสัยเข้าสู่ศูนย์ซักถาม แม้จะไม่พบสิ่งผิดกฎหมายในบ้าน และเจ้าตัวจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาก็ตาม

     แม้ฝ่ายปกครองจะเน้นย้ำว่า “เป็นไปตามขั้นตอน ไม่ได้กลั่นแกล้ง” แต่ในมุมมองทางสังคมและหลักสิทธิมนุษยชน คำถามสำคัญที่ดังก้องตลอด 22 ปีที่ผ่านมาคือ เราจะดับไฟใต้และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้อย่างไร หากยังคงใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่ถูกมองว่าล้าสมัยและสร้างความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นในใจของคนในพื้นที่?

กฎหมายพิเศษ: ปัจจัยเอื้อสันติภาพ หรือ เงื่อนไขความขัดแย้ง?

     การบังคับใช้กฎหมายพิเศษอย่าง กฎอัยการศึก (พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457) หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ชายแดนใต้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความคล่องตัวในการระงับเหตุและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว (โดยกฎอัยการศึกให้อำนาจควบคุมตัวได้ 7 วันโดยไม่ต้องมีหมายจับของศาล)

อย่างไรก็ตาม ในมิติของการสร้างสันติภาพ กฎหมายเหล่านี้มักถูกวิจารณ์ว่าเป็น “ดาบสองคม”

  • ด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่มองว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการสกัดกั้นกลุ่มผู้ก่อเหตุ
  • แต่อีกด้านหนึ่ง กระบวนการ “ซักทอด” และ “เชิญตัว” ที่ขาดการตรวจสอบจากองค์กรภายนอก มักนำไปสู่ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ความหวาดระแวง และกลายเป็น “ปัจจัยเอื้อ” ให้กลุ่มผู้เห็นต่างนำไปใช้เป็นเงื่อนไขในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความเกลียดชังต่อรัฐ

     การควบคุมตัวในศูนย์ซักถาม แม้จะมีการตรวจร่างกายก่อน-หลังตามขั้นตอน แต่ในอดีต บาดแผลทางจิตใจและความรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนในชุมชน สะท้อนว่านี่อาจไม่ใช่เครื่องมือที่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาในระยะยาว

อะไรคือ “จุดถ่วงดุล” กระบวนการยุติธรรม?

      เมื่อรัฐจำเป็นต้องรักษาความมั่นคง แต่ก็ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย “จุดถ่วงดุล” (Counterbalance) ที่ขาดหายไปและจำเป็นต้องเร่งสร้างให้เกิดขึ้น มีอยู่ 3 ประการหลัก:

1. การตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการ (Judicial Oversight)

     กระบวนการยุติธรรมที่สมดุล ต้องไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่กับฝ่ายความมั่นคง การควบคุมตัวหรือการเข้าตรวจค้นควรต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากศาลยุติธรรม แม้ในสถานการณ์พิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่าพยานหลักฐานหรือ “คำซักทอด” นั้นมีน้ำหนักเพียงพอ ไม่ใช่เพียงความสงสัยที่เลื่อนลอย

2. หลักนิติธรรม และ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565)

     นี่คือจุดถ่วงดุลทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับกุมและควบคุมตัว และต้องแจ้งให้ฝ่ายปกครองและอัยการทราบทันที การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัดในศูนย์ซักถาม จะเป็นหลักประกันความโปร่งใส ป้องกันการซ้อมทรมาน และคุ้มครองตัวเจ้าหน้าที่เองจากการถูกกล่าวหา

3. พลังของชุมชนและกลไกสิทธิมนุษยชนภาคประชาชน

     จากเหตุการณ์ที่อำเภอจะแนะ การมีส่วนร่วมของผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ “จุดถ่วงดุล” ที่แท้จริงคือการยอมรับให้มีองค์กรกลางที่เป็นกลาง (เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือตัวแทนภาคประชาสังคม) เข้าร่วมสังเกตการณ์ในกระบวนการซักถาม เพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชน

บทสรุป: สันติภาพเดินหน้าไม่ได้บนความหวาดระแวง

22 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า “ความมั่นคงที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างสันติภาพที่แท้จริงได้”

      หากรัฐไทยต้องการเปลี่ยนผ่านพื้นที่ชายแดนใต้ไปสู่ความสงบสุข การทบทวนและลดเงื่อนไขของการใช้กฎหมายพิเศษ แล้วหันมาใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือ “จุดถ่วงดุล” ที่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีสันติภาพใดจะงอกงามได้ บนผืนดินที่เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม

 1,432 total views,  225 views today