อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เปิดประวัติศาสตร์ชี้ “วันอารอฟะฮ์” มีมาก่อนพิธีฮัจญ์ยุคนบีมูฮัมหมัด ย้ำระบบกลั่นกรองดวงจันทร์ของไทยทำอย่างรัดกุม วอนสังคมยุติความขัดแย้งเชิงคำพูด
รายละเอียดข่าว
สำนักจุฬาราชมนตรี โดย ท่านอาจารย์อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี ได้แถลงชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการกำหนดวันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ และไขข้อกระจ่างในประเด็น “วันอารอฟะฮ์” ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมมุสลิมปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงตามหลักวิชาการอิสลามและรักษาความสมานฉันท์ในสังคม
1. ปลดล็อกความเข้าใจผิด: “วันอารอฟะฮ์” คือวันที่ ไม่ใช่สถานที่
ปัจจุบันมีกระแสทัศนะที่ระบุว่า วันอารอฟะฮ์มีอยู่เพียงสถานที่เดียวคือที่มักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้ประเทศไทยไม่มีวันอารอฟะฮ์เป็นของตนเอง ในประเด็นนี้ จุฬาราชมนตรีได้อธิบายตามหลักประวัติศาสตร์อิสลามว่า คำว่า “เยามูอารอฟะฮ์” (วันอารอฟะฮ์) เป็นชื่อเรียกที่มีมาก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถูกประทานลงมาผ่านท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) เสียด้วยซ้ำ โดยมีที่มาจาก 2 นัยสำคัญ:
- ยุคนบีอาดัม: เป็นวันที่ท่านนบีอาดัมและพระนางฮาวาได้มาพบกันและทำความรู้จักกัน ณ สถานที่แห่งนั้น
- ยุคนบีอิบรอฮีม (อ.ล.): เกิดจากเหตุการณ์ที่ท่านทูตสวรรค์ญิบรีลได้สอนวิธีการประกอบพิธีฮัจญ์ให้แก่ท่านนบีอิบรอฮีม เมื่อสอนเสร็จสิ้น ท่านญิบรีลได้ถามว่า “อะร็อฟตะ” (ท่านเข้าใจและรู้วิธีการแล้วใช่ไหม?) ท่านนบีอิบรอฮีมตอบว่า “อะร็อฟตู” (ฉันรู้แล้ว) วันนั้นจึงถูกขนานนามว่า “วันอารอฟะฮ์”
บทสรุปทางวิชาการ: วันอารอฟะฮ์ คือ “วันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์” ไม่ว่าในวันนั้นจะมีการวูกูฟ (การรวมตัวกันที่ทุ่งอารอฟะฮ์) หรือไม่ก็ตาม ดังนั้น การนำเรื่องสถานที่วูกูฟที่มักกะฮ์มาผูกโยงกับการนับวันในประเทศอื่น จึงเป็นคนละประเด็นกันตามหลักการศาสนา
2. หลักเกณฑ์การนับวันที่ 9: เริ่มต้นที่ “ดวงจันทร์ประจำถิ่น”
เมื่อวันอารอฟะฮ์คือวันที่ 9 การจะรู้ว่าวันที่ 9 ตรงกับวันไหน จึงต้องเริ่มนับจากวันที่ 1 ซึ่งตามหลักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์) กำหนดให้ใช้ระบบการดูดวงจันทร์ (ฮิลาล) ของแต่ละภูมิภาค:
- หากมีผู้เห็นดวงจันทร์: วันรุ่งขึ้นนับเป็นวันที่ 1 ของเดือนใหม่
- หากไม่มีผู้เห็นดวงจันทร์: วันรุ่งขึ้นจะนับเป็นวันที่ 30 ของเดือนเก่า และวันถัดไปจึงจะเป็นวันที่ 1
ดังนั้น มุสลิมในประเทศไทยจึงส่งเสริมให้ถือศีลอดวันอารอฟะฮ์ในวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ตามที่ประกาศในประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปราชญ์อิสลามปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างถูกต้อง
3. เปิดกระบวนการทำงานสำนักจุฬาราชมนตรี: โปร่งใส รัดกุม เป็นระบบ
การประกาศวันสำคัญทางศาสนาไม่ใช่การตัดสินใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันอย่างมีระบบและถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีขั้นตอนดังนี้:
[เปิดช่องทางสื่อสาร 40 จังหวัด] ➔ [รวบรวมผลการดูดวงจันทร์] ➔ [ประชุมร่วมคณะผู้ทรงคุณวุฒิ] ➔ [จุฬาราชมนตรีลงนามประกาศ]
- การจัดเก็บข้อมูล: ในวันดูดวงจันทร์ สำนักจุฬาราชมนตรีจะเปิดระบบสื่อสารรับรายงานจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ (ประมาณ 40 จังหวัด)
- การกลั่นกรอง: นำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกับ คณะผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณาความถูกต้องอย่างถี่ถ้วนและรัดกุม
- การประกาศใช้: เมื่อที่ประชุมเห็นพ้องตามหลักฐาน จุฬาราชมนตรีจึงจะให้ความเห็นชอบและลงนามในคำประกาศอย่างเป็นทางการ
บทส่งท้ายจากจุฬาราชมนตรี
สำนักจุฬาราชมนตรีขอยืนยันว่า ระบบการทำงานและกระบวนการตัดสินใจทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานวิชาการศาสนาและกฎหมายมาโดยตลอด จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องมุสลิมทุกท่านให้ทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องบนฐานข้อมูลวิชาการ และ “ขอความร่วมมืออย่าได้นำประเด็นนี้ไปสร้างความแตกแยกในสังคม” เพื่อรักษาความเอกภาพและสันติภาพในหมู่คณะสืบไป
หมายเหตุ
นี่คือถอดบทเรียนจากคำพูดของ อ.อรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี จากวิดีโอ การดูดวงจันทร์ประกาศวันที่ 1 ของเดือนซุ้ลฮิจยะห์ โดยได้ปรับเรียบเรียงถ้อยคำและสำนวนให้มีความสละสลวย เป็นทางการ และเข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้ครับ
การประกาศวันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวันอารอฟะฮ์
การประกาศวันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวันละหมาดอีดิลอัฎฮา ซึ่งตรงกับวันที่ 10 ของเดือน รวมถึงการกำหนดวันที่ 9 ของเดือน ซึ่งเรียกว่า “วันอารอฟะฮ์” [00:00] ซึ่งในวันอารอฟะฮ์นี้เอง (วันที่ 9) ถือเป็นวันที่ส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่ได้ไปแสวงบุญร่วมกันถือศีลอด [00:19]
ในปัจจุบัน มีผู้หยิบยกประเด็นขึ้นมาอ้างว่า วันอารอฟะฮ์มีอยู่เพียงสถานที่เดียวคือที่มักกะฮ์ ประเทศไทยจึงไม่มีวันอารอฟะฮ์เป็นของตนเอง [00:26] แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า “เยามูอารอฟะฮ์” (วันอารอฟะฮ์) เป็นชื่อเรียกที่มีความเป็นมาก่อนที่ศาสนาอิสลามจะถูกประทานลงมาผ่านท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) เสียด้วยซ้ำ [00:34]
หากเราศึกษาในหน้าประวัติศาสตร์ถึงสาเหตุที่เรียกว่าอารอฟะฮ์ จะพบว่ามีความเป็นมาตั้งแต่ยุคที่ท่านนบีอาดัมและพระนางฮาวาได้มาพบกัน ณ สถานที่แห่งนั้น หรือในยุคของท่านนบีอิบรอฮีม (อ.ล.) เมื่อท่านได้บูรณะกะบะฮ์เสร็จสิ้นแล้ว อัลเลาะห์ (ซ.บ.) ได้ทรงส่งท่านญิบรีลลงมาเพื่อสอนวิธีการประกอบพิธีฮัจญ์ในรูปแบบของท่านนบีอิบรอฮีมในยุคนั้น [00:49] เมื่อสอนเสร็จสิ้นแล้ว ท่านญิบรีลได้ถามท่านนบีอิบรอฮีมว่า “อะร็อฟตะ” (ท่านเข้าใจและรู้วิธีการทำฮัจญ์แล้วใช่ไหม?) ท่านนบีอิบรอฮีมจึงตอบว่า “อะร็อฟตู” (ฉันรู้แล้ว) ด้วยเหตุนี้เอง วันนั้นจึงได้ถูกขนานนามว่า “วันอารอฟะฮ์” [01:15]
ดังนั้น วันอารอฟะฮ์คือ “วันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์” ไม่ว่าในวันนั้นจะมีการวูกูฟ (การร่วมตัวกันที่ทุ่งอารอฟะฮ์ในการทำฮัจญ์) หรือไม่มีวูกูฟก็ตาม มันก็คือวันที่ 9 [01:30] แล้ววันที่ 9 นั้นนับมาจากไหน? เลข 9 ก็ต้องนับเริ่มมาจากวันที่ 1 และวันที่ 1 นั้นมาจากการดูดวงจันทร์ (ฮิลาล) [01:36]
เนื่องจากเราใช้ระบบการดูดวงจันทร์ตามหลักศาสนา เมื่อมีผู้เห็นดวงจันทร์ วันรุ่งขึ้นก็จะนับเป็นวันที่ 1 หากไม่มีผู้ใดเห็น ก็จะนับวันถัดไปอีกวันหนึ่งเป็นวันที่ 1 [01:43] หลักการนี้เป็นสิ่งที่แนวทางศาสนาปฏิบัติสืบทอดกันมาโดยตลอด ดังนั้น การนำมาอ้างว่าอารอฟะฮ์มีอยู่ที่มักกะฮ์ที่เดียวนั้น จึงเป็นคนละประเด็นกัน ไม่ใช่เรื่องเดียวกันแต่ถูกนำมาผูกโยงเข้าด้วยกันเท่านั้น [01:54] จึงอยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ให้ถูกต้อง
ขั้นตอนและระบบการทำงานของสำนักจุฬาราชมนตรี
การประกาศวันสำคัญทางศาสนาโดยจุฬาราชมนตรีนั้น เป็นการประกาศที่ถูกต้องทั้งตามหลักกฎหมายและหลักการของศาสนา [02:08] เพราะในวันที่มีกำหนดการดูดวงจันทร์ สำนักจุฬาราชมนตรีจะเปิดช่องทางการสื่อสารทุกระบบเพื่อรอรับฟังการรายงานผลจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ (ประมาณ 40 จังหวัด) ว่ามีจังหวัดใดเห็นดวงจันทร์บ้าง หรือจังหวัดใดไม่เห็นดวงจันทร์ [02:21]
เมื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว จะนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ที่ประชุมร่วมกับคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจุฬาราชมนตรีได้เชิญมาร่วมประชุมในวันดูดวงจันทร์นั้น เมื่อที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงจะเสนอให้จุฬาราชมนตรีให้ความเห็นชอบและลงนามในคำประกาศ [02:45]
- หากมีผู้เห็นดวงจันทร์ ก็จะประกาศว่าเห็นดวงจันทร์ และให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 1
- หากไม่มีผู้เห็นดวงจันทร์ ก็จะประกาศว่าไม่เห็น และให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 30 (ของเดือนเก่า) จากนั้นวันถัดไปจึงจะเป็นวันที่ 1 [02:54]
ระบบการทำงานของสำนักจุฬาราชมนตรีและบรรดาที่ปรึกษาทุกท่านเป็นไปในลักษณะนี้เสมอมา [03:12] ทางสำนักจุฬาราชมนตรีจึงพยายามชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและถูกต้องแก่พี่น้องมุสลิม และขอความร่วมมืออย่าได้นำประเด็นนี้ไปสร้างความแตกแยกในสังคมเลยครับ [03:18]
404 total views, 63 views today

More Stories
22 ปีไฟใต้กับ “การเชิญตัว” บนฐานกฎหมายพิเศษ: วงจรอำนาจเก่าจะสร้าง “สันติภาพ” ได้จริงหรือ?
ถักทอพลัง 8 รุ่น สู่สันติภาพชายแดนใต้: เมื่อความสงบต้องมาพร้อมความกินดีอยู่ดีและการเมืองนำการทหาร
วิถีมุสลิมไทยหลังจุฬาราชมนตรีประกาศ “วันอีฎิ้ลอัดฮา” (วันรายอฮัจญี) ในปีนี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569