พฤษภาคม 20, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ถักทอพลัง 8 รุ่น สู่สันติภาพชายแดนใต้: เมื่อความสงบต้องมาพร้อมความกินดีอยู่ดีและการเมืองนำการทหาร

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: บริบทใหม่และความท้าทายในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

       เส้นทางสู่สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่จำกัดอยู่เพียงบทสนทนาบนโต๊ะเจรจาระดับนโยบายเท่านั้น หากแต่หัวใจสำคัญคือการบ่มเพาะ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ในพื้นที่เพื่อทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลาง เชื่อมโยงแนวคิดเชิงทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติจริง

       หนึ่งในกลไกขับเคลื่อนที่เห็นผลเป็นรูปธรรมคือ หลักสูตรวุฒิบัตร “การเสริมสร้างสังคมสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้” (4 ส. ใต้) โดยสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ได้มีการเปิดปฐมนิเทศ รุ่นที่ 8 อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรม ซี เอส ปัตตานี โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธาน

       หมุดหมายสำคัญของรุ่นที่ 8 ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นเรียนรู้ครั้งใหม่ แต่คือการผสานพลังกับรุ่นพี่ (รุ่นที่ 1–7) เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสองมิติควบคู่กัน นั่นคือ “สันติภาพหยุดความรุนแรง” และ “สันติภาพกินได้” บนฐานคิดของการเปิดพื้นที่ทางการเมืองและการปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก

ผสานพลังเครือข่าย: จากห้องเรียนรุ่นที่ 8 สู่พลังขับเคลื่อน 1–8

      หลักสูตร 4 ส. ใต้ รุ่นที่ 8 ประกอบด้วยผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 50 คนจากหลากหลายภาคส่วน มีกำหนดศึกษาอบรมระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569

       ทว่า พลังของหลักสูตรนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน เพราะทันทีที่เปิดรุ่น เครือข่ายศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันได้นัดประชุมร่วมกันทันที เพื่อถักทอความร่วมมือผ่าน (คาดว่า) 3 กิจกรรมหลัก:

  • การสร้างความสัมพันธ์ (Relation): จัดกิจกรรมต้อนรับและรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างน้องใหม่รุ่น 8 ศิษย์เก่า และตัวแทน 4 ส. ส่วนกลาง เพื่อส่งต่อ DNA ของสถาบันพระปกเกล้าและทัศนคติเชิงบวกในการทำงานร่วมกัน
  • การบริหารจัดการเครือข่าย (Network & Ownership): ร่วมเสนอไอเดียจัดกิจกรรม “รวมพลคน 4 ส. ใต้” โดยการสมทบทุนคนละ 500 บาท ควบคู่กับการจัดหางบประมาณเสริม สะท้อนถึงการสร้างจิตสำนึกความเป็นเจ้าของเครือข่ายร่วมกันโดยไม่พึ่งพางบประมาณรัฐเพียงอย่างเดียว
  • การขับเคลื่อนทางความคิด (Action): เตรียมจัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญในหัวข้อ “การพูดคุยสันติสุข ภายใต้การขับเคลื่อนใหม่” ดำเนินรายการโดย คุณติชิลา พัทธธนันท์ (ผู้สื่อข่าวอาวุโส) ซึ่งจะดึงผู้เล่นระดับแนวหน้าทั้งสาย Hard Power และ Soft Power มาร่วมวงอย่างอบอุ่น เช่น อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, ท่านฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ รวมถึงการเข้าร่วมของหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่าย BRN ผ่านระบบ Zoom

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์: สันติภาพหยุดความรุนแรง คู่ขนาน สันติภาพกินได้

        เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปในเนื้อหาและแนวทางการขับเคลื่อนของเครือข่าย 4 ส. ใต้ (รุ่น 1–8) จะเห็นการแปรเปลี่ยนทฤษฎีไปสู่ภาคปฏิบัติที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง อย่างน้อยผ่าน 2 เสาหลักสำคัญ:

1. สันติภาพหยุดความรุนแรง (Negative Peace): การเปิดพื้นที่การเมืองและคลายปมกฎหมายพิเศษ

       การมุ่งยุติตัวเลขความสูญเสียทางกายภาพจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยกลไกเชิงโครงสร้างและการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Space) ให้ทุกฝ่ายได้ส่งเสียง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน นักศึกษา และนักกิจกรรมในพื้นที่ ซึ่งมักมีความกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายพิเศษที่เกินกว่าเหตุ จนกลายเป็นเงื่อนไขสร้างความไม่พอใจและซ้ำเติมความขัดแย้ง

       สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของนายจาตุรนต์ ฉายแสง และคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อสร้างสันติภาพฯ (กมธ.สันติภาพ) ที่ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากหลากภาคส่วน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แม้หน่วยความมั่นคงอย่างแม่ทัพภาคที่ 4 และ กอ.รมน.ภาค 4 จะยืนยันว่าการดำเนินคดีกับนักกิจกรรมทำไปตามพยานหลักฐานและตัวบทกฎหมาย ไม่ใช่เพราะประเด็นชุดมลายู แต่ในความเป็นจริง การใช้กฎหมายพิเศษจากหลากองค์กรที่ขาดการประสานงานที่ดี ได้ส่งผลให้เกิดภาพสะท้อนของการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างเป็นระบบ

       ดังนั้น เวทีพูดคุยสันติสุขที่เครือข่าย 4 ส. ใต้ กำลังจะจัดขึ้น จึงเป็นสะพานเชื่อมสำคัญในการดึงทั้งตัวแทนรัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง และแกนนำ BRN มาร่วมรับฟังเสียงของภาคประชาชน เพื่อเปลี่ยนการบังคับใช้กฎหมายที่ตึงเครียดมาเป็นการเปิด “พื้นที่การเมืองสาธารณะ” ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

2. สันติภาพกินได้ (Positive Peace): ปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาและทุนทางสังคม

        สันติภาพจะไม่ยั่งยืนหากท้องยังไม่อิ่ม และเยาวชนยังไร้ซึ่งโอกาส การสร้างความสงบที่แท้จริงต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจเอื้ออาทร

        ทว่า อุปสรรคสำคัญที่ฝังรากลึกคือ “ปัญหาการศึกษาที่ในแง่กฎหมายยังผูกขาดและรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง” ส่งผลให้หลักสูตรจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความต้องการของสังคมชายแดนใต้ในที่สุด แม้จะมีช่องทางทำได้มากขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งการกระจายทรัพยากรและงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้คุณภาพการศึกษาในพื้นที่ถูกมองว่าด้อยกว่าที่อื่น

       ซ้ำร้ายกฎหมายพิเศษตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ยังกลายเป็นอุปสรรคต่อปรัชญาการศึกษาที่แท้จริง จนเกิดช่องว่างให้ถูกนำไปใช้สร้างความเกลียดชังและการแบ่งแยก

      ข้อเสนอเร่งด่วนของ กมธ.สันติภาพ ที่เคยศึกษา แม้ไม่ทันเข้าสภาฯ และเครือข่ายภาคประชาสังคม คือการมองหาภาพอนาคตและตัวแบบ “การกระจายอำนาจทางการศึกษา” ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ เพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมขับเคลื่อนท้องถิ่น

      เมื่อเครือข่าย 4 ส. ใต้ ทั้ง 8 รุ่นร่วมมือกัน มันคือการสร้าง “ทุนทางสังคม” (Social Capital) ที่ทรงพลัง ในการเปลี่ยน “คุณค่า” ทางวัฒนธรรมให้เป็น “มูลค่า” ทางเศรษฐกิจ เมื่อคนในเครือข่ายจับมือกันทำธุรกิจท้องถิ่น พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม หรือสร้างนวัตกรรมเกษตรกรรม ความกินดีอยู่ดีจะเกิดขึ้นตามมา

นี่คือกระบวนการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งอย่างแท้จริงตามที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้เน้นย้ำ

ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์:

การเชื่อมต่อจากรุ่น 1 ถึงรุ่น 8 เปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ รุ่นพี่มีประสบการณ์และฐานทุนในพื้นที่ ส่วนรุ่น 8 นำมาซึ่งพลังความคิดใหม่และความกระตือรือร้น เมื่อนำ “พื้นที่ปลอดภัยทางการเมือง” (หยุดความรุนแรง) มารวมกับ “การปฏิรูปโครงสร้างและการสร้างทุนทางสังคม” (สันติภาพกินได้) จะทำให้กระบวนการสันติภาพภาคประชาชนเดินหน้าได้อย่างมีพลังและจับต้องได้

ข้อเสนอแนะและทางออก: 3 ปัจจัยขับเคลื่อนสู่อนาคต

จากข้อมูลเชิงลึกของภาคประชาสังคมและรายงานของ กมธ.สันติภาพ ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนหลังจากนี้จำเป็นต้องก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญ 3 ประการ:

  1. ทำลายสุญญากาศและช่องว่างทางการเมือง: รายงานและข้อเสนอแนะจะไม่มีความหมายหากขาด “เจตจำนงทางการเมือง” ที่ชัดเจน เครือข่ายภาคประชาสังคมต้องร่วมกันรุกคืบและผลักดันให้พรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ นำข้อเสนอเหล่านี้ไปบรรจุเป็นนโยบายแห่งรัฐและขับเคลื่อนผ่านกลไกของรัฐสภาอย่างจริงจัง
  2. ลดช่องว่างความเข้าใจในสังคมวงกว้าง: สังคมไทยภายนอกมักขาดความสนใจและไม่เข้าใจพลวัตของปัญหาชายแดนใต้ ภาคประชาสังคมต้องทำหน้าที่สื่อสารเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักว่า ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของสังคมไทย
  3. ยึดหลัก “การเมืองนำการทหาร”: ลดการพึ่งพาการใช้กำลังทหาร และหันมาเน้นแนวทางทางการเมือง ด้วยการสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้ประชาชน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เคารพอัตลักษณ์ที่หลากหลาย และกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการตนเอง

สรุป: อนาคตที่จับต้องได้และยั่งยืนของชายแดนใต้

       การเริ่มต้นของหลักสูตร 4 ส. ใต้ รุ่นที่ 8 ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดห้องเรียนเพื่อรับวุฒิบัตร แต่มันคือการเติม “เลือดใหม่” เข้าสู่ระบบเครือข่ายสันติภาพที่เข้มแข็งเดิมอย่างรุ่น 1–7

       บทพิสูจน์หลังจากนี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม คณะทำงานและประธานเครือข่ายจะต้องเร่งเตรียมบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนเวทีพูดคุยให้เกิดขึ้นจริง ณ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

       การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ต่อรัฐสภาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อต้องการให้รับทราบรายงานฉบับหนึ่ง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงโอกาสและเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการวางรากฐานการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

        หากแผนงานนี้สำเร็จ มันจะกลายเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า กระบวนการสันติภาพที่แท้จริงไม่ได้สร้างเสร็จจากส่วนกลาง แต่ถูกถักทอและขับเคลื่อนขึ้นจากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ผู้ซึ่งเข้าใจดีว่า สันติภาพที่พวกเขาต้องการ คือสันติภาพที่ไร้เสียงระเบิด และเป็นสันติภาพที่สร้างความศิวิไลซ์ทางการศึกษาและเศรษฐกิจให้ทุกคนอิ่มท้องได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยในอนาคตด้วยเช่นกัน

 1,489 total views,  225 views today