พฤษภาคม 18, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ยุคสมัยแห่งสัญญาณเปลี่ยนผ่าน: มอง ‘ปาเลสไตน์’ ผ่านแว่นวิชาการ สู่ประวัติศาสตร์และเสียงสะท้อนแห่งมนุษยธรรม

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     ท่ามกลางกระแสธารความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ประเด็นเรื่องปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นเพียงกรณีพิพาทเรื่องดินแดนในหน้าประวัติศาสตร์อีกต่อไป หากแต่ได้กลายเป็นหนึ่งในมาตรวัดมโนสำนึกด้านสิทธิมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศของโลกยุคปัจจุบัน

1. ถอดรหัส “The Greater Israel Vision” และฐานคิดแบบตั้งถิ่นฐานอาณานิคม

     เมื่อมองสถานการณ์ปาเลสไตน์ผ่านกรอบเลนส์ของ สำนัก Settler Colonial Studies (SCS) หรือแนวคิดการศึกษาอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน เราจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ หากแต่มีรากเหง้ามาจากแนวคิด “The Iron Wall” (กำแพงเหล็ก) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่เน้นการใช้กำลังทหารนำการทูต บีบให้ประชากรดั้งเดิมต้องยอมจำนน ฐานคิดนี้พัฒนาไปสู่ความพยายามผลักดันวิสัยทัศน์ “The Greater Israel Vision” ที่มุ่งขยายขอบเขตอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมด

     ศาสตราจารย์ ดร.อีลัน ปัปเป (Prof. Dr. Ilan Pappé) นักประวัติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ชาวอิสราเอล ผู้มีชื่อเสียงจากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์กระแสทางเลือก ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของโลกต่อระบอบไซออนิสต์ในปัจจุบันไว้ว่า

“ผมไม่เห็นโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายความก้าวร้าวของระบอบไซออนิสต์ในอนาคตอันใกล้ แต่ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย – การไม่เข้าร่วมสงครามของชาติยุโรปในการรุกรานอิหร่านของอเมริกา-อิสราเอล, การประท้วงอย่างกว้างขวางในเมืองใหญ่ทั่วโลกที่เดิมเป็นฐานอำนาจที่สนับสนุนอิสราเอลมาตลอด, หรือแม้แต่การพูดคุยกันว่าคนที่จะเป็น ‘แคนดิเดทประธานาธิบดีสหรัฐ’ คนต่อไปของพรรคเดโมแครตจำเป็นจะต้องสามารถแสดงออกได้ถึง Solidarity with the Palestinian People – สิ่งเหล่านี้คือ ‘สัญญาณ’ มากมายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และล้วนบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า คนจำนวนมหาศาลทั่วโลกหมดความอดทนแล้วและ ‘ยุคสุดท้ายของระบบไซออนิสต์’ ได้มาถึงแล้ว”

2. เงื่อนไขทางกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิของผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์

      วันที่ 14 พฤษภาคม ถือเป็นวันสถาปนารัฐอิสราเอล ทว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศ ความชอบธรรมและการได้รับการยอมรับเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (UN) นั้น มีเงื่อนไขผูกพันสำคัญที่ยังไม่บรรลุผลสำเร็จอย่างครบถ้วน

พันธกรณีภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ

     ตามกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติถือเป็นสนธิสัญญาสูงสุด ตามมาตรา 103 ซึ่งมีอำนาจเหนือพันธกรณีหรือกฎหมายภายในประเทศใด ๆ การรับอิสราเอลเข้าเป็นสมาชิก UN จึงถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับ มติที่ 194 (ปี 1948) โดยเฉพาะในวรรคที่ 11 ที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า

“ผู้ลี้ภัยที่ประสงค์จะกลับคืนสู่บ้านเกิดและใช้ชีวิตอย่างสันติกับเพื่อนบ้านควรได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และควรมีการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ที่ไม่เลือกที่จะกลับคืน…”

กฎหมายภายในของอิสราเอลกับการจำกัดสิทธิ

      ในทางปฏิบัติ ข้อตกลงที่จะรับผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์กลับประเทศกลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซ้ำร้ายในช่วงปี 1949–1950 อิสราเอลได้ออกกฎหมายสามฉบับ ได้แก่ กฎหมายการได้มาซึ่งที่ดินในภาวะฉุกเฉิน, กฎหมายเขตความมั่นคงในภาวะฉุกเฉิน และ กฎหมายทรัพย์สินของผู้ที่ “ไม่อยู่ในพื้นที่” (Absentee Property Law)

     กฎหมายเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการเวนคืนที่ดินและริบทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์ที่ต้องลี้ภัยจากภัยสงครามอย่างขนานใหญ่ ดังจะเห็นได้จากสถิติเชิงประวัติศาสตร์ระบุว่า

  • การตั้งถิ่นฐานใหม่ของอิสราเอล 370 แห่ง ระหว่างปี 1948–1953 มีถึง 350 แห่ง ที่สร้างขึ้นบนที่ดินของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกระบุว่าเป็น “ผู้ไม่อยู่ในพื้นที่”
  • ในปี 1954 ประชากรมากกว่า 1 ใน 3 ของอิสราเอล อาศัยและทำมาหากินอยู่บนที่ดินและทรัพย์สินที่ยึดมาจากชาวอาหรับปาเลสไตน์

     การปฏิเสธ “สิทธิในการกลับคืนสู่ถิ่นฐาน” (Right of Return) ทั้งในเชิงหลักการและแนวปฏิบัติ จึงถือเป็นการขัดแย้งต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน มาตรา 13 วรรค 2 ที่ว่า “ทุกคนมีสิทธิที่จะออกจากประเทศใดๆ รวมทั้งประเทศของตน และมีสิทธิที่จะกลับไปยังประเทศของตน” สิทธิส่วนบุคคลนี้เป็นสิทธิโดยกำเนิดที่ไม่สามารถถูกลบล้างได้ด้วยกาลเวลาหรือการประนีประนอมทางการเมือง

3. สัญลักษณ์แห่งความเห็นอกเห็นใจ: จาก ‘ผืนธง’ สู่ ‘ลูกฟุตบอล’

     เมื่อความอยุติธรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข “ธงปาเลสไตน์” หรือสัญลักษณ์ทางเลือกอย่าง “แตงโม” ที่มีแถบสีแดง ดำ ขาว เขียว เหมือนสีธง จึงได้แปรสภาพจากสัญลักษณ์ทางการเมืองในอดีต สู่การเป็น สัญลักษณ์สากลแห่งการแสดงความเห็นอกเห็นใจ (Solidarity) และการเรียกร้องคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดในโลกกีฬา ข้ามพรมแดนจากยุโรปมาจนถึงไทย

  • กรณีของ ลามีน ยามาล (Lamine Yamal): ดาวเตะอัจฉริยะวัย 18 ปีของบาร์เซโลนา ได้ร่วมฉลองแชมป์ลาลีกาสมัยที่ 29 ด้วยการชูธงปาเลสไตน์บนรถบัสเปิดประทุน แม้จะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผู้จัดการทีมอย่าง ฮันซี ฟลิค ก็ได้ออกมาปกป้องสิทธิ์ในการแสดงออกตามความเชื่อและมโนสำนึกของนักเตะ
  • วงการฟุตบอลไทย: ในการแข่งขันระดับไทยลีก 3 โซนใต้ ก็ปรากฏภาพการชูธงปาเลสไตน์ในสนามเช่นกัน ตอกย้ำว่า “ภาษากีฬา” ได้กลายเป็นกระบอกเสียงส่งสัญญาณถึงประชาคมโลกว่า วิกฤตสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนัก

4. เสียงสะท้อนแห่งเอกภาพ: บทธรรมทัศน์จาก Dr. Abdul Somad

     ไม่เพียงแต่นักวิชาการตะวันตกหรือนักกีฬาบนเวทีโลกเท่านั้น แต่ในโลกมุสลิมและภูมิภาคอุษาคเนย์ ประเด็นปาเลสไตน์ยังถูกขับเคลื่อนผ่านหลักการแห่งเอกภาพและภราดรภาพ ดังเช่นบทบรรยายอันคมคายของ Dr. Abdul Somad นักเผยแผ่ศาสนาชื่อดังชาวอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับฉายา “นักเผยแผ่แห่งอุษาคเนย์” ณ รัฐกลันตัน ที่ได้เน้นย้ำถึงสัจธรรมแห่งความสามัคคีเพื่อก้าวข้ามความแตกแยก

     Dr. Abdul Somad ได้ชี้ให้เห็นว่า อุมมะห์ หรือประชาชาติอิสลาม จะไม่แตกแยกเพราะสีผิว ชาติพันธุ์ หรือความต่างทางมัซฮับ โดยหยิบยกเรื่องราวประวัติศาสตร์มาเตือนใจ

  1. ก้าวข้ามสีผิว: ท่านนบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.) ทรงเลือก บิลาล บิน รอบะฮ์ อดีตทาสผิวดำ ขึ้นไปอาซานบนหลังคากะอ์บะฮ์ เพื่อทลายกำแพงการเหยียดชนชั้นและสีผิวในสังคมอาหรับ
  2. ก้าวข้ามชาติพันธุ์: อุลามะห์ผู้ยิ่งใหญ่ที่บันทึกหะดีษ เช่น อิหม่ามบุคอรี เป็นชาวเปอร์เซีย วีรบุรุษผู้ปลดปล่อยปาเลสไตน์อย่าง ซอลาฮุดดีน อัลอัยยูบี เป็นชาวเคิร์ด หรือมูฮัมหมัด อัลฟาติห์ ผู้พิชิตคอนสแตนติโนเปิลก็เป็นชาวเติร์ก อัลลอฮ์ทรงเชิดชูศาสนาผ่านความหลากหลายของมนุษยชาติ
  3. ก้าวข้ามมัซฮับ: ปราชญ์ในอดีต เช่น อิหม่ามอะหมัด บิน ฮันบัล แม้จะมีความเห็นทางนิตินัยที่ต่างกับอิหม่ามอัสชาฟิอีย์ แต่ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติและรักใคร่กันอย่างลึกซึ้ง

“พวกเขากำลังพยายามทำลายเราด้วยความแตกต่างมัสฮับ… หากเรามองที่จุดร่วม เราทุกคนคือเพื่อนมนุษย์และพี่น้องร่วมศรัทธา แม้พาสปอร์ตจะคนละสี แต่เราถูกรวมไว้ด้วยสายใยที่เหนียวแน่นที่สุด”

     ความช่วยเหลือและเสียงสนับสนุนต่อเพื่อนมนุษย์และชาวปาเลสไตน์ จึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในดินแดนตะวันออกกลาง แต่อาจดังกระหึ่มมาจากหัวใจของผู้คนในดินแดนอุษาคเนย์แห่งนี้เช่นเดียวกัน


หมายเหตุ

เนื้อหาส่วนหนึ่งจากงานสัมมนาวิชาการ

THE ‘GREATER ISRAEL’ VISION: IMPLICATIONS FOR PALESTINIAN WELL-BEING, REGIONAL STABILITY, AND THE GLOBAL ORDER

(ชวนพิจารณาฐานคิดของ Greater Israel Vision ผ่านกรอบเลนส์ Settler Colonial Studies เนื่องในวันนักบา 2026)

  • เมื่อ: วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 เวลา 13:00–16:00 น.
  • ณ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • วิทยากรพิเศษ: ศาสตราจารย์ ดร.อีลัน ปัปเป (Prof. Dr. Ilan Pappé) นักประวัติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ชาวอิสราเอล
  • หมายเหตุ: งานสัมมนานี้จัดขึ้นภายหลังกิจกรรมการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์เพื่อมนุษยธรรม บริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในช่วงเช้า เวลา 10:00–12:00 น.

ผู้จัดงาน: PSC Thailand, สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี (CHNS) ร่วมกับภาคีเครือข่าย Watermelon Wednesdays, BDS Thailand, Thai for Palestine และ Socialist Workers Thailand

 247 total views,  9 views today

You may have missed