พฤษภาคม 10, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

“พื้นที่ปลอดภัยทางศาสนา” กับ “กรอบคิดเรื่องความมั่นคงของรัฐ :กรณีเชิญนักบรรยายธรรมชื่อดังจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

     กรณีศึกษาการเชิญ Ustaz Abdul Somad จากอินโดนีเซียและ Ustaz Azhar Idrus จากมาเลเซียมาบรรยายธรรมที่ปัตตานี เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและแหลมคมที่สุดในการอธิบายความขัดแย้งระหว่าง “พื้นที่ปลอดภัยทางศาสนา” กับ “กรอบคิดเรื่องความมั่นคงของรัฐ” โดยมีประเด็นวิเคราะห์ตามทฤษฎีได้ดังนี้

1. การเปลี่ยนสถานะพื้นที่ (Securitization of Sacred Space)

จากมุมมองของคุณอัญชนา หีมมีหน๊ะ เราเห็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การทำให้เป็นประเด็นความมั่นคง” (Securitization) อย่างเข้มข้น:

  • จากพื้นที่ปัญญา สู่ พื้นที่เสี่ยง: เดิมทีผู้จัดงาน (จังหวัด/อบจ./กอจ.) วางเป้าหมายให้เป็นพื้นที่แห่งปัญญาและความรู้อันสงบสุข แต่เมื่อ “คนบางกลุ่ม” ปล่อยกระแสออนไลน์เชื่อมโยงวิทยากรกับความรุนแรง รัฐ (ผ่าน กอ รมน.) ได้ดึงเรื่องนี้เข้าสู่ “กรอบความมั่นคง” ทันที
  • ผลกระทบ: เมื่อกิจกรรมถูกตีตรา (Stigmatized) ว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง พื้นที่ที่ควรจะปลอดภัยสำหรับการฟังธรรมกลับกลายเป็นพื้นที่แห่งการ “เฝ้าระวัง” (Surveillance)

2. ความเหลื่อมล้ำของอำนาจ: พลเรือน vs ความมั่นคง

     ภาพที่ประธานคณะกรรมการอิสลามฯ (ผู้นำจิตวิญญาณ) ต้องไปชี้แจงต่อหน่วยงานทหาร แทนที่จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายก อบจ. เป็นผู้ชี้แจงในฐานะเจ้าภาพร่วม สะท้อนทฤษฎีอำนาจนำ:

  • Militarization of Civil Affairs: คือสภาวะที่กิจการพลเรือน (การจัดบรรยายธรรม) ถูกบริหารจัดการหรือตัดสินความชอบธรรมโดยหน่วยงานทหาร สิ่งนี้ทำลายความรู้สึก “มั่นคงของมนุษย์” เพราะประชาชนรู้สึกว่าวิถีชีวิตปกติถูกควบคุมโดยอำนาจพิเศษ
  • การลดทอนศักดิ์ศรี (Erosion of Dignity): ในเชิงความมั่นคงของมนุษย์ “ศักดิ์ศรี” คือเสาหลักหนึ่ง เมื่อผู้นำศาสนาถูกมองว่าต้อง “ขออนุญาต” หรือ “แก้ตัว” ต่อรัฐ ความรู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนต่อรัฐจะลดฮวบลง

3. ความมั่นคงของรัฐที่ “ย้อนศร” (The Security Paradox)

     ความพยายามของรัฐที่จะรักษาความมั่นคง (โดยการตรวจสอบ/สอดส่องงานบรรยายธรรม) กลับกลายเป็นตัวทำลายความมั่นคงเสียเองในมุมมองของประชาชน:

  • สร้างความกลัวแทนความสงบ: การที่รัฐแสดงออกถึงความระแวงต่ออัตลักษณ์มลายูมุสลิม (เช่น ภาษามลายู หรือครูศาสนาจากเพื่อนบ้าน) ยิ่งตอกย้ำความรู้สึก “ถูกกดทับ”
  • ความมั่นคงของมนุษย์ที่สั่นคลอน: เมื่อประชาชนรู้สึกว่า “ศาสนาของตนถูกเฝ้าดูตลอดเวลา” (ตามข้อ 1 ของคุณอัญชนา) พวกเขาจะขาด Freedom from Fear (เสรีภาพจากความกลัว) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงของมนุษย์

4. ข้อเสนอเชิงทฤษฎีเพื่อทางออก: “Inclusive Security”

หากพิจารณาตามข้อเสนอ 5 ข้อของคุณอัญชนา สามารถสรุปเป็นโมเดลความสัมพันธ์ใหม่ได้ดังนี้:

แนวปฏิบัติเดิม (State-Centric) แนวปฏิบัติที่ควรจะเป็น (Human-Centric)
กรอบคิด: ศาสนา = ความเสี่ยง/ความขัดแย้ง กรอบคิด: ศาสนา = ทุนทางสังคม/สันติภาพ
การสื่อสาร: กอ รมน. เป็นผู้ชี้แจงหลัก การสื่อสาร: จังหวัด/อบจ. (พลเรือน) เป็นผู้นำ
ความสัมพันธ์: การเรียกไปชี้แจง (Top-down) ความสัมพันธ์: การเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน (Partnership)
เป้าหมาย: ควบคุมไม่ให้เกิดเหตุ เป้าหมาย: สร้างความยอมรับและเกียรติยศ

บทวิเคราะห์ส่งท้าย

     กรณีดราม่านี้สะท้อนว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ในชายแดนใต้ยังไม่เกิดขึ้นจริงตราบใดที่รัฐยังใช้เลนส์ของ ความมั่นคงของรัฐ (State Security) แบบดั้งเดิมมาครอบกิจการทางศาสนา

     การที่รัฐยอมให้มีงาน แต่ให้ผู้นำศาสนาไปชี้แจงกับหน่วยความมั่นคง เป็นการส่งสัญญาณว่า “อนุญาตให้ทำได้ แต่เราไม่ไว้ใจคุณ” ซึ่งความไม่ไว้ใจนี้เองที่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนและความมั่นคงของมนุษย์ในพื้นที่

หมายเหตุ

     นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ’ เป็นหนึ่งในบุคคลทำงานด้านสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน เธอเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งนายกสมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (Duayjai Association for Humanitarian Affairs) ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

ได้แสดงความคิดเห็น ผ่านFacebook ว่า

“ในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการเผยแพร่โปสเตอร์ การบรรยายธรรมโดยวิทยากรบรรยายธรรมระดับโลก 2 ท่าน ได้แก่อุสตาซอับดุสสอมัด บาตูบารา (Ustaz Abdul Somad Batubara) นักบรรยายธรรม จากประเทศอินโดนีเซีย อุสตาซอัซฮัร อิดรุส (Ustaz Azhar Idrus) นักบรรยายธรรม จากประเทศมาเลเซีย

     งานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ชาวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง ได้รับความรู้ ความเข้าใจในหลักการทางศาสนาที่ถูกต้อง และสามารถนำไปปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างสันติและเหมาะสม ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา: 19.00 – 23.00 น. ณ สนามกีฬากลางจังหวัดปัตตานี

     ถึงแม้ว่างานจัดขึ้นจากความร่วมมือของจังหวัดปัตตานี คณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี แต่มีกระแสต่อต้านจากคนบางคน บางกลุ่มใชช่องทางออนไลน์ในการโจมตีกล่าวหาว่าเป็นการบรรยายธรรมที่สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวในปาตานี และสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง หรืออีกนัยคือเชื่อมโยงกับปัญหาความมั่นคง หรือความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

     ต่อมาใน 1-2 วันนี้ เราจึงเห็นภาพประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานีและคณะพยายามไปชี้แจงกับ กอ รมน ภาพทหารไปพบ ประธาน กอจ ปัตตานี และภาพการประชุมที่ประกอบไปด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง แต่หน่วยงานของรัฐเช่น ตัวแทนจังหวัดปัตตานี และ อบจ ปัตตานี แทบไม่ปรากฎในการไปชี้แจงเลยทั้งที่มีชื่อเป็นผู้ร่วมจัดงาน

     ภาพที่เห็นสะท้อนอะไร ภาพที่เห็นคือความจริงที่ว่า “อำนาจการตัดสินใจ” และ “พื้นที่ในการอธิบายความชอบธรรม” ยังอยู่ภายใต้กรอบของฝ่ายความมั่นคงมากกว่าฝ่ายพลเรือน

     ขณะเดียวกันยังสะท้อนความเปราะบางของพื้นที่ทางศาสนาในจังหวัดชายแดนใต้ ที่กิจกรรมศาสนาอิสลามขนาดใหญ่ แม้จัดอย่างเปิดเผยและร่วมกับรัฐ ก็ยังสามารถถูกตั้งข้อสงสัย เชื่อมโยงกับขบวนการหรือความรุนแรงได้ง่าย ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนรู้สึกว่าการแสดงออกทางศาสนาและอัตลักษณ์มลายูมุสลิมยังคงถูกเฝ้าระวังภายใต้สายตาด้านความมั่นคงอยู่เสมอ

     ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งในพื้นที่รู้สึกว่ากิจกรรมทางศาสนาอิสลามยังคงถูกมองผ่านกรอบความมั่นคง และนำไปสู่ความรู้สึกว่าการแสดงออกทางศาสนาและอัตลักษณ์มลายูมุสลิมไม่ได้รับการยอมรับอย่างเท่าเทียม ภาพที่ผู้นำศาสนาต้องเข้าไปชี้แจงต่อหน่วยงานความมั่นคง ยังอาจถูกตีความว่าเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรีของผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความคิด ความเชื่อ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

     หากต้องการลดความรู้สึกถูกกดทับและไม่เท่าเทียม และสร้างความรู้สึก “เคารพ ยอมรับ และเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน” รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีมองและวิธีปฏิบัติต่อกิจกรรมทางศาสนาและอัตลักษณ์มลายูมุสลิม โดยมีแนวทางสำคัญ

     1.แยก “ศาสนา” ออกจาก “ความมั่นคง” กิจกรรมทางศาสนาที่เปิดเผยและมีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ ไม่ควรถูกตั้งข้อสงสัยหรือเชื่อมโยงกับความมั่นคงโดยง่าย เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าศาสนาของตนถูกเฝ้าระวังตลอดเวลา

    2. ให้ฝ่ายพลเรือนเป็นผู้นำ เมื่อเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับกิจกรรมสาธารณะ ควรให้จังหวัด อบจ. หรือหน่วยงานพลเรือนเป็นผู้สื่อสารและอธิบายต่อสังคม มากกว่าปล่อยให้ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้กำหนดความชอบธรรมของกิจกรรม

    3. เคารพศักดิ์ศรีของผู้นำศาสนา การประสานงานควรอยู่บนฐานของ “ความร่วมมือ” ไม่ใช่ลักษณะคล้ายการเรียกไปชี้แจงต่ออำนาจความมั่นคง เพราะผู้นำศาสนาในพื้นที่มีสถานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ประชาชนให้ความเคารพสูง

    4.สร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดจากการตีตรา รัฐควรแสดงจุดยืนชัดเจนว่าการนับถือศาสนาอิสลาม การใช้ภาษามลายู หรือกิจกรรมทางวัฒนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกสงสัยโดยอัตโนมัติ

รับฟังความรู้สึกของประชาชน

     5.สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงเจตนาของรัฐ แต่คือ “ความรู้สึกที่ประชาชนรับรู้” หากประชาชนจำนวนมากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือไม่ถูกยอมรับ รัฐควรเปิดพื้นที่รับฟังและปรับวิธีปฏิบัติ มากกว่าปฏิเสธความรู้สึกเหล่านั้น

     หากรัฐสามารถสร้างบรรยากาศที่ประชาชนรู้สึกว่าศาสนา อัตลักษณ์ และผู้นำของตนได้รับความเคารพอย่างเท่าเทียม ก็จะช่วยลดความหวาดระแวง และส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพระยะยาวได้มากขึ้น”

 204 total views,  204 views today

You may have missed