พฤษภาคม 10, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

การแก้บ่มเพาะในบางสถานศึกษา บางคนอาจไม่ยากเท่าการแก้ที่กระบวนการยุติธรรมของคนของรัฐบางคน บางหน่วยก่อน ” บทสะท้อนทำไมไฟใต้ 22 ปียังคงอยู่

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

วิกฤตไฟใต้ 22 ปี: ชัยชนะบนพื้นที่ทางความคิด กับ “โจทย์ใหญ่” ที่รัฐต้องแก้ตัวเองก่อน

     “การแก้บ่มเพาะในบางสถานศึกษา บางคนอาจไม่ยากเท่าการแก้ที่กระบวนการยุติธรรมของคนของรัฐบางคน บางหน่วยก่อน “ หากรัฐไทยสามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ที่พึ่งที่ยุติธรรม” ได้อย่างแท้จริงก่อน เมื่อนั้นน้ำในแก้วที่ว่าเต็ม ก็จะไม่มีใครอยากเติมเชื้อไฟเข้าไปใหม่อีกต่อไป ชัยชนะทางความคิดจึงจะเกิดขึ้นอย่างถาวร”

      กว่าสองทศวรรษที่เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นแผลสดของสังคมไทย ตัวเลขงบประมาณมหาศาลกว่า 5 แสนล้านบาท และการสูญเสียชีวิตผู้คนเกือบ 8,000 ศพ เป็นเครื่องยืนยันว่า “กำลังทหาร” และ “เม็ดเงิน” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ตราบใดที่ “สงครามทางความคิด” ยังเป็นฝ่ายปราชัย

     ล่าสุดในเวทีเสวนาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (6 พ.ค. 69) แม่ทัพภาคที่ 4 พลโท นรธิป โพยนอก ได้ตอกย้ำทฤษฎี “น้ำเต็มแก้ว” ว่าการที่ไฟใต้ไม่ดับ เพราะยังมีกระบวนการ “บ่มเพาะ” ในสถานศึกษาบางแห่งที่คอยเติมคนเข้าสู่ขบวนการตลอดเวลา จนนำไปสู่เหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างการประกบยิงตำรวจที่ อ.มายอ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

1. “บ่มเพาะ” ในบางสถานศึกษา ผ่าน บางคน : ความจริงที่ยอมรับได้ แต่ต้องแก้ด้วยปัญญา

แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าการสร้างความเชื่อให้คนที่ไม่รู้จักกันลุกขึ้นมาฆ่ากันได้ ต้องผ่านขั้นตอนการปลูกฝังที่รุนแรง

  • ทางแก้ที่ไม่ยาก: การจัดการกับตัวบุคคลที่บิดเบือนคำสอนหรือประวัติศาสตร์ในสถานศึกษาอาจทำได้ด้วยมาตรการทางกฎหมาย แต่
  • ทางแก้ที่ยั่งยืน: หากรัฐเข้าไปจัดการด้วยท่าทีที่ “เหมาเข่ง” หรือพาดพิงสถาบันการศึกษาทางศาสนา (ปอเนาะ) ดังเช่นกรณีดราม่าในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา จะกลายเป็นการสร้าง “แนวร่วมมุมกลับ” โดยไม่ตั้งใจ

การแก้บ่มเพาะต้องเริ่มจากการสร้างหลักสูตรที่ให้พื้นที่กับ “ความจริงของคนท้องถิ่น” ไม่ใช่แค่ “ความจริงของส่วนกลาง”

2. กระบวนการยุติธรรม: “เชื้อไฟ” จากคนของรัฐ

     สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการบ่มเพาะในบางโรงเรียน หรือบางคน คือการบ่มเพาะความแค้นผ่าน “ความอยุติธรรม” โดยเฉพาะเมื่อคนของรัฐบางหน่วยถูกตั้งคำถามว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงเสียเอง เช่น กรณีรถกระบะในราชการที่ถูกใช้ก่อเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ซ้ำแล้วซำ้อีก ผ่านการขอโทษหลายต่อหลายครั้ง

  • แผลในใจ: เมื่อประชาชนเห็นว่าเจ้าหน้าที่หรืออดีตเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมายกระทำผิดเสียเองแต่กลับเข้าถึงตัวได้ยาก หรือ “วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด” ยังคงมีอยู่ ความเชื่อมั่นในรัฐก็จะพังทลาย
  • โจทย์เร่งด่วน: การแก้ปัญหาที่ตัวบางสถานศึกษา หรือบางคนจะไม่มีวันสำเร็จ หากรัฐไม่ “ล้างบ้านตัวเอง” จัดการเจ้าหน้าที่ที่มีพฤติกรรมนอกแถวอย่างเด็ดขาด

3. ชัยชนะที่แท้จริง: อยู่ที่การ “ซื้อใจ” ไม่ใช่ “ยึดที่”

      ยุทธศาสตร์การตั้งด่านหรือการส่งกำลังพลลงไปยึดพื้นที่ เป็นเพียงการควบคุมทางกายภาพ แต่การจะดับไฟใต้ให้สนิท รัฐต้องชนะในพื้นที่ “ความคิดและหัวใจ”

  • ยุติธรรมนำการทหาร: เปลี่ยนจากการใช้กฎหมายพิเศษที่สร้างความอึดอัด มาเป็นการสร้างกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเท่าเทียม
  • การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์: ดังที่เวทีเสวนาพยายามสื่อสาร รัฐต้องฟังให้มากกว่าพูด และต้องพูดในสิ่งที่คนในพื้นที่ “สัมผัสได้จริง” ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์บนหน้ากระดาษ

บทสรุป: ปรับเข็มทิศก่อนสูญเสียมากกว่านี้

      22 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า “ยิ่งกดทับ ยิ่งประทุ” การที่ผู้นำระดับนโยบายอย่างนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องลงไปไกล่เกลี่ยและขอโทษต่อท่าทีของฝ่ายความมั่นคง สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ยังเปราะบางยิ่งนัก

      “การแก้บ่มเพาะในบางสถานศึกษา บางคนอาจไม่ยากเท่าการแก้ทัศนคติของคนของรัฐบางหน่วย” หากรัฐไทยสามารถเปลี่ยนตัวเองให้เป็น “ที่พึ่งที่ยุติธรรม” ได้อย่างแท้จริง เมื่อนั้นน้ำในแก้วที่ว่าเต็ม ก็จะไม่มีใครอยากเติมเชื้อไฟเข้าไปใหม่อีกต่อไป ชัยชนะทางความคิดจึงจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

 198 total views,  198 views today

You may have missed