อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารหลั่งไหลอย่างรวดเร็ว ชื่อของ Ustaz Abdul Somad Batubara หรือที่รู้จักกันดีในนาม UAS ได้กลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญในโลกอิสลามร่วมสมัย ไม่เพียงเฉพาะในอินโดนีเซียบ้านเกิดของท่านเท่านั้น แต่รวมถึงในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยที่ซึ่งวัฒนธรรมมลายูและศรัทธาในอิสลามหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
1. รากฐานทางวิชาการ: การบ่มเพาะจากศูนย์กลางอารยธรรม
ความทรงอิทธิพลของ UAS ไม่ได้มาจากวาทศิลป์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ฐานความรู้” ที่ลึกซึ้งและเข้มข้น ท่านคือผลิตผลจากการศึกษาในสถาบันชั้นนำของโลกอิสลามถึง 3 ภูมิภาค
- ปริญญาตรี (S1): มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัร ประเทศอียิปต์ แหล่งบ่มเพาะวิชาการอิสลามที่เก่าแก่และได้รับการยอมรับในเรื่องแนวทางสายกลาง
- ปริญญาโท (S2): สถาบัน Dar Al-Hadith Al-Hassania ประเทศโมร็อกโก เชี่ยวชาญด้านศาสตร์แห่งฮาดิษ (จริยวัตรศาสดา) ซึ่งต้องอาศัยการท่องจำและการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
- ปริญญาเอก (S3): มหาวิทยาลัยอิสลามสุลต่านชารีฟ อาลี (UNISSA) ประเทศบรูไนดารุสซาลาม ซึ่งเป็นการกลับมาต่อยอดวิชาการในบริบทสังคมมลายูอาเซียน
ด้วยการศึกษาที่ครอบคลุมทั้งในโลกอาหรับและอาเซียน ทำให้ท่านสามารถเชื่อมโยง “ตัวบทศาสนาคลาสสิก” เข้ากับ “บริบทสังคมท้องถิ่น” ได้อย่างแนบเนียน
2. แนวทาง “วาสัตตียะฮ์” (Wasatiyyah): ทางสายกลางที่เป็นรูปธรรม
หัวใจสำคัญที่ทำให้ UAS แตกต่างจากนักวิชาการคนอื่น ๆ คือการนำเสนออิสลามในรูปแบบ “วาสัตตียะฮ์” หรือการเป็นประชาชาติสายกลาง ซึ่งมีองค์ประกอบที่โดดเด่นดังนี้
- การยอมรับพหุทัศนะ (มัซฮับ): ในการบรรยาย ท่านจะไม่ใช้คำตัดสินแบบ “ถูก-ผิด” หรือ “ขาว-ดำ” เพียงอย่างเดียว แต่จะนำเสนอทัศนะของอิหม่ามทั้ง 4 (ชาฟีอี, ฮานาฟี, มาลิกี และฮันบาลี) เพื่อให้ผู้ฟังเห็นถึงความกว้างขวางของปัญญาอิสลามและลดการขัดแย้งในเรื่องปลีกย่อย
- การให้เกียรติ “อาดัต” (จารีตประเพณี): ท่านสนับสนุนการรักษาอัตลักษณ์วัฒนธรรมมลายูตราบเท่าที่ไม่ขัดกับหลักศรัทธา ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าความเป็นมุสลิมที่ดีสามารถเดินเคียงคู่ไปกับวิถีรากเหง้าของตนเองได้
- วิธีการสื่อสารยุคใหม่: ท่านใช้ “อารมณ์ขัน” และ “ตรรกะ” เป็นเครื่องมือในการทำลายกำแพงระหว่างความรู้ศาสนาที่ดูหนักอึ้งกับวิถีชีวิตคนเมืองและวัยรุ่น ทำให้ศาสนาเป็นเรื่องที่ “เข้าใจได้” และ “ปฏิบัติได้จริง”
3. นัยสำคัญต่อสังคมชายแดนใต้: ทำไม อย่างไร และเพื่อใคร?
แนวทางของ UAS มีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญต่อบริบทสังคมพหุวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
ทำไมต้องแนวทางนี้?
พื้นที่ชายแดนใต้มีความเปราะบางต่อแนวคิดสุดโต่ง (Extremism) การนำเสนออิสลามที่เน้นความเมตตา (Rahmatan lil ‘Alamin) และการอดทนอดกลั้น (Tolerance) จึงเป็นเกราะป้องกันทางความคิดที่สำคัญให้กับเยาวชนในพื้นที่
จะมีผลอย่างไร?
- สร้างความสามัคคีภายใน: การสอนให้เคารพความเห็นต่างระหว่างสำนักคิด ช่วยลดความตึงเครียดภายในสังคมมุสลิมเอง
- การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม: แนวทางสายกลางช่วยให้มุสลิมปรับตัวเข้ากับเพื่อนต่างศาสนิกได้อย่างมีจริยธรรม โดยยังคงรักษาหลักการศาสนาไว้อย่างมั่นคง
- การพัฒนาการศึกษา: การที่ท่านให้ความสำคัญกับทั้งวิชาการศาสนาและทักษะชีวิต (Soft Skills) เป็นต้นแบบให้โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาหรือปอเนาะในพื้นที่ นำไปปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตรที่ทันต่อโลก
บทสรุป
อับดุล โซมัด ไม่ได้เป็นเพียงนักบรรยายธรรมที่โด่งดังในโซเชียลมีเดีย แต่ท่านคือ “สะพานเชื่อม” ระหว่างโลกวิชาการชั้นสูงกับวิถีชีวิตชาวบ้าน แนวทางวาสัตตียะฮ์ของท่านคือกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความหลากหลายและต้องการความเข้าใจที่ลึกซึ้งอย่างชายแดนใต้ ท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความรู้ที่ถูกต้อง” เมื่อผสมผสานกับ “วิธีการที่ชาญฉลาด” คือรากฐานที่แท้จริงของสันติภาพ
บทความนี้จัดเตรียมเพื่อสื่อสารใจความสำคัญของแนวคิด “ทางสายกลาง” ที่ Ustaz Abdul Somad นำเสนอ เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำมาปรับใช้กับการพัฒนาสังคมและสันติภาพในพื้นที่บ้านเราครับ
453 total views, 453 views today

More Stories
เสนอ รมว.ศึกษาธิการ “การรับรองวุฒิอิสลามศึกษาเพื่อต่ออัลอัซฮัร: มาเลเซียโมเดลคือทางออกอย่างยั่งยืนกับภารกิจกระทรวงศึกษาธิการไทย”
นาซีฮัต หน้าที่ของผู้รู้ : ศาสนาคือการตักเตือนซึ่งกันและกัน อย่างมีอารยะและจรรยามารยาท
ปักหมุด “หน้าศอ.บต.” : มิติใหม่การเมืองภาคพลเมืองชายแดนใต้ เมื่อเสียงท้องถิ่นดังกว่าที่เคย