อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เหตุการณ์วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ณ หน้าศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ไม่ใช่แค่การรวมตัวประท้วงหยุดโครงการ “ประตูระบายน้ำกรงปินัง” แบบทั่วไป แต่นี่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น “มิติใหม่การเมืองภาคพลเมือง” ที่น่าจับตา
อธิบาย : จาก “ต้องเข้ากรุง” สู่ “การเมืองใกล้บ้าน”
ในอดีต หากชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลได้รับความเดือดร้อนจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ “การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ” คือทางเลือกเดียวที่จะทำให้เสียงของพวกเขาไปถึงหูผู้มีอำนาจตัดสินใจ ต้องไปปักหลักหน้าทำเนียบรัฐบาลหรือรัฐสภา ท่ามกลางอุปสรรคทั้งเรื่องระยะทาง งบประมาณ และกำแพงทางภาษา
แต่ภาพการตั้งเวทีเสวนา “หยุดเขื่อนกรงปินัง : ฟังเสียงนโยบาย-ผลกระทบ-ทางออกจากคนในพื้นที่” ที่หน้า ศอ.บต. ครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า “พื้นที่ทางการเมือง” ได้ถูกดึงกลับมาไว้ในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
- ศอ.บต. ในฐานะ “สะพานเชื่อม” : การใช้พื้นที่หน้าหน่วยงานหลักในพื้นที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ แสดงถึงความคาดหวังที่เปลี่ยนไป ชาวบ้านไม่ได้มอง ศอ.บต. เป็นเพียงหน่วยงานรัฐที่เน้นงานความมั่นคง แต่เป็นกลไกกลางที่ต้องทำหน้าที่สะท้อนเสียงจากรากหญ้าขึ้นสู่ระดับนโยบาย (ครม.)
- สันติวิธีและปัญญา : การประท้วงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการยื่นหนังสือ แต่มีการจัดเวทีเสวนาเชิงวิชาการและภาคปฏิบัติ มีตัวแทนทั้งนักปกป้องสิทธิ คนรุ่นใหม่ และอดีตผู้นำชุมชน นี่คือการใช้ “Soft Power” ของภาคประชาชนในการกดดันรัฐด้วยเหตุผล ข้อมูล และหลักฐานเชิงประจักษ์จากพื้นที่

อภิปราย : นัยยะทางการเมืองเมื่อประชาชนขอ “กำหนดอนาคต” เอง
สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรงปินังและเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ไม่ใช่แค่เรื่อง “เอาน้ำ” หรือ “ไม่เอาน้ำ” แต่มันมีนัยยะลึกซึ้งที่สะท้อนผ่านโครงสร้างอำนาจในพื้นที่
1. การท้าทายชุดความคิด “รัฐรวมศูนย์”
ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกแผนพัฒนาลุ่มน้ำปี 2510 คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “นโยบายจากอดีตใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน” ชาวบ้านกำลังปฏิเสธการพัฒนาที่ถูกสั่งการมาจากส่วนกลาง (Top-down) ซึ่งมักมองข้ามรายละเอียดทางนิเวศและวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น และเสนอทางเลือกแบบ “Green River” หรือการจัดการน้ำสีเขียวที่เน้นการมีส่วนร่วม (Bottom-up)
2. พลังของเครือข่ายแนวระนาบและการใช้เทคโนโลยี
เราได้เห็นการผสมผสานของคนหลายรุ่น ตั้งแต่ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไปจนถึงกลุ่มนักศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคม นี่คือโครงสร้างการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำเดี่ยว แต่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายร่วมและการสื่อสารที่ฉับไว ทำให้การประท้วงในต่างจังหวัดมีพลังกดดันมหาศาลไม่แพ้การไปทำเนียบรัฐบาล
3. การทดสอบกลไก “กพต.” ภายใต้กฎหมายพิเศษ
ศอ.บต. ทำงานภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เป็นกลไกใหญ่ การที่ ศอ.บต. ลงนามชะลอโครงการและตั้งคณะกรรมการศึกษาใหม่ร่วมกับประชาชน จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กลไกพิเศษนี้จะสามารถ “ฟัง” และ “แปรเปลี่ยน” เจตนารมณ์ของประชาชนให้เป็นนโยบายรัฐได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงกระบวนการยื้อเวลาเพื่อลดกระแสความขัดแย้งชั่วคราว
ทำไม : ชายแดนใต้ที่ไม่ได้มีแค่ “ความมั่นคง”
ทำไมมิติการประท้วงที่ ศอ.บต. ถึงสำคัญ? เพราะมันกำลังบอกกับสังคมไทยว่า ปัญหาชายแดนใต้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่อง “เหตุการณ์ความไม่สงบ” แต่ยังมีเรื่องของ “ความเป็นธรรมในการพัฒนา” และ “สิทธิในทรัพยากร” ที่ประชาชนหวงแหน
การที่ชาวบ้านสามารถเปิดเวทีเสวนาอย่างสันติและสง่างามหน้าหน่วยงานรัฐ คือความสำเร็จก้าวแรกของการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางการเมือง” (Political Space) หากรัฐฉลาดพอที่จะรับฟังและปรับเปลี่ยนตามมิตินี้ การพัฒนาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนยิ่งกว่าการใช้มาตรการทางทหารหรือกฎหมายพิเศษใดๆ เพราะการเมืองที่กินได้และสัมผัสได้ คือการที่ชาวบ้านมีสิทธิเลือกอนาคตของแม่น้ำและผืนดินที่เขาอาศัยอยู่ด้วยตนเอง
หมายเหตุ
ล่าสุด
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ส่งมอบหนังสือลงนามรับทราบข้อเรียกร้อง ทบทวนชะลอหรือยุติโครงการ “ประตูระบายน้ำกรงปินัง” แก่กลุ่มชาวบ้านจากพื้นที่อำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา และเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ
- ยกเลิกโครงการประตูระบายน้ำหรือเขื่อนกรงปินัง
- ยกเลิกรายงานศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA
- ยกเลิกแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานี ปี 2510
โดยผลการเจรจาเบื้องต้นระหว่างเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี และ ศอ.บต. นั้น ทาง ศอ.บต. ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เจ้าภาพแผนทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประสานกรมชลประทาน เพื่อพิจารณาให้ชะลอหรือยุติโครงการเขื่อนกรงปินัง ยกเลิกแผนพัฒนาลุ่มน้ำปัตตานี ปี 2510 ตลอดจนการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้อง
และทาง ศอ.บต. จะดำเนินการร่วมกับสภาที่ปรึกษาการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสานเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานี ให้มีคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางเกี่ยวกับการจัดทำแผนการพัฒนาการบริหารจัดการลุ่มน้ำปัตตานี ผ่านกลไกคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ตามข้อเสนอการจัดการน้ำสีเขียว หรือ Green River ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรม
ทั้งนี้ เลขาธิการ ศอ.บต. รับปากว่าจะพา สทนช. ลงพื้นที่ดังกล่าวภายใน 7 วัน อีกด้วย
650 total views, 650 views today

More Stories
นาซีฮัต หน้าที่ของผู้รู้ : ศาสนาคือการตักเตือนซึ่งกันและกัน อย่างมีอารยะและจรรยามารยาท
ผู้สนใจอิสลามล้นหลาม สวนกระแส ท่ามกลางกระแส IO ที่สร้างความเกลียดชังอิสลาม
ความเป็นธรรม: “น้ำ” ดับไฟใต้ และหัวใจของการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน