(การอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา)
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้: เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ
นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) พ.ศ. 2568-2570 ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปรียบเสมือนเข็มทิศเล่มใหม่ที่มุ่งนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยุติเหตุรุนแรงโดยสมบูรณ์ภายในปี 2570 ผ่านการดำเนินงานใน 8 ประเด็นนโยบายที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านความมั่นคง สันติวิธี ความยุติธรรม เศรษฐกิจ สังคม/การศึกษา วัฒนธรรม การบริหารจัดการ และการต่างประเทศ
หัวใจสำคัญของนโยบายฉบับนี้คือการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบอย่างรอบด้าน โดยมี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ ภายใต้การกำกับดูแลของ สมช. อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ตัวอักษรในเอกสาร แต่ยังขึ้นอยู่กับการตรวจสอบและการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอการตรวจสอบและการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ต่อการดำเนินงานของ กอ.รมน. และ ศอ.บต. ภายใต้นโยบาย จชต. พ.ศ. 2568-2570 เพื่อสะท้อนถึงมุมมองที่หลากหลายและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการสร้างสันติสุขที่แท้จริง
อธิบาย: บทบาทหน้าที่ของ กอ.รมน. และ ศอ.บต. ตามกฎหมาย
เพื่อให้เข้าใจถึงการตรวจสอบและการอภิปรายของ สส. ต่อการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงาน จำเป็นต้องทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงตามกฎหมายก่อน ดังนี้:
กอ.รมน. (เน้นความมั่นคง):
มีบทบาทหลักในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ในพื้นที่ จชต. กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติภารกิจ:
- มาตรา 7: มีอำนาจหน้าที่ในการประสานงาน ติดตาม และประเมินผลแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยพิบัติต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
- มาตรา 13: มีอำนาจในการสั่งการให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติหรือเว้นการปฏิบัติใดๆ เพื่อป้องกัน พะงับ หรือแก้ไขเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงแต่ยังไม่มีความรุนแรงถึงขั้นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
- มาตรา 18: มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดมาตรการต่างๆ เช่น การห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว), การตรวจสอบยานพาหนะ, การห้ามใช้อาวุธหรือวัตถุระเบิด
ศอ.บต. (เน้นการพัฒนา):
มีบทบาทหลักในการบริหารจัดการและเร่งรัดการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการงานพัฒนา:
- มาตรา 7: มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการปกครอง การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการส่งเสริมวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน
- มาตรา 10: มีอำนาจในการเร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้
- มาตรา 11: มีอำนาจในการจัดทำแผนการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเสนอแนะงบประมาณสำหรับการพัฒนาพื้นที่
สรุปง่ายๆ กอ.รมน. รับผิดชอบ “ความปลอดภัยและควบคุมสถานการณ์” ในขณะที่ ศอ.บต. รับผิดชอบ “การแก้ปัญหาความยากจนและการสร้างโอกาส”
อภิปราย: การตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กอ.รมน. และ ศอ.บต. ผ่านมุมมองของ สส.
การอภิปรายในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อการดำเนินงานของทั้ง กอ.รมน. และ ศอ.บต. ภายใต้นโยบาย จชต. พ.ศ. 2568-2570 ดังนี้:
1. ประเด็น “ความจริงใจ” และ “ปฏิบัติการลับหลัง”:

คุณภคมน นุนาร์นันท์ (สส.พรรคประชาชน) ได้อภิปรายอย่างดุเดือดถึงความย้อนแย้งในการทำงานของรัฐบาล โดยตั้งคำถามถึง “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสันติภาพ แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากรัฐบาลยังมี “ปฏิบัติการลับหลัง” หรือการใช้ยุทธศาสตร์สองหน้า-ปากว่าตาขยิบ
คุณภคมนได้นำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงการใช้ปฏิบัติการไอโอ (IO – Information Operations) จากแพลตฟอร์มระดับโลกอย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกและ กอ.รมน. ในการสร้างสงครามวาทกรรม ด้อยค่า และสร้างความเกลียดชังต่อนักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนที่ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในพื้นที่ ซึ่งเป็นการใช้ภาษีประชาชนมาทำลายรากฐานของสังคมประชาธิปไตยและทำลายโต๊ะเจรจาสันติภาพอย่างร้ายแรง
การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นว่า กอ.รมน. อาจกำลังทำหน้าที่ในด้าน “ความมั่นคง” ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นการทำลาย “ความเชื่อมั่นและไว้วางใจ” ระหว่างรัฐและประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของนโยบาย
2. ประเด็น “ความมั่นคงของมนุษย์” เหนือ “ความมั่นคงของรัฐ”:

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง (สส.พรรคประชาชาติ) ได้หยิบยกข้อมูลผลการวิจัยมาสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงในพื้นที่ ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ (GDP) และการศึกษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแผนพัฒนาที่ผ่านมาภายใต้การนำของฝ่ายความมั่นคง อาจจะเน้นไปที่ความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงของมนุษย์ ทำให้ประชาชนในพื้นที่ยังคงยากจนและขาดโอกาส
พ.ต.อ.ทวี เสนอว่าการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่แท้จริงคือการ “แก้ทางรัฐศาสตร์” ผ่านการกระจายอำนาจ การบริหาร และการปกครอง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ ศอ.บต. แต่การทำงานที่ผ่านมาอาจจะยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่
3. ประเด็น “เป้าหมายดับไฟใต้ภายในปี 70” กับ “สถิติความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น”:

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (สส.พรรคประชาธิปัตย์) ได้ตั้งคำถามถึงความเชื่อมั่นว่าเป้าหมายการยุติเหตุรุนแรงโดยสมบูรณ์ภายในปี 2570 จะสำเร็จได้จริงหรือไม่ ในเมื่อสถิติเหตุการณ์ความรุนแรงและผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งขัดกับตัวชี้วัดที่นโยบายตั้งไว้ นายอภิสิทธิ์ยังมองว่าร่างนโยบายดังกล่าวไม่ต่างจากเดิม และชี้ว่าหัวใจของการแก้ไขปัญหาคือการหาคำตอบทางการเมือง ไม่ใช่แค่การทหาร
การอภิปรายนี้แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบความสำเร็จของการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงานในการบรรลุเป้าหมายหลักของนโยบาย และสะท้อนให้เห็นว่านโยบายที่ทำซ้ำกันมาหลายปี อาจจะยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
4. ประเด็น “ความละเอียดอ่อนในการพูดคุยสันติสุข”:
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตั้งสังเกตถึงการใช้ทหารหรือหน่วยข่าวกรองเป็นหัวหน้าชุดพูดคุยสันติสุข ซึ่งอาจทำให้คู่สนทนามองว่าเป็นข้าศึก และทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ซึ่งเป็นการขัดกับแนวทาง “สันติวิธี” ที่นโยบายเน้นย้ำ การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นว่า กอ.รมน. อาจต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางสันติวิธีที่แท้จริง
5. ประเด็น “การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น” และ “การมีส่วนร่วม”:
คุณคอซีย์ มามุ (สส.พรรคภูมิใจไทย) ได้เสนอให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นถือเป็นด่านแรกที่ใกล้ชิดและเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่มากที่สุด การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศอ.บต. อาจต้องให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น
6. ประเด็น “ความเท่าเทียมในการพัฒนา” และ “การมองเห็นคุณค่าของทุกพื้นที่”:
นายชวน หลีกภัย (สส.พรรคประชาธิปัตย์) ได้อภิปรายเตือน สมช. ว่าอย่าละเลยจังหวัดสตูล ซึ่งมักถูกละเลยในแผนพัฒนาเพียงเพราะเป็นพื้นที่ที่สงบแล้ว การอภิปรายนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศอ.บต. อาจต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในทุกพื้นที่ โดยไม่มองข้ามพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง
สรุป
การตรวจสอบการดำเนินงานของ กอ.รมน. และ ศอ.บต. ผ่านมุมมองและการอภิปรายของ สส. ต่อร่างนโยบาย จชต. พ.ศ. 2568-2570 สะท้อนให้เห็นถึงข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่สำคัญในการปรับปรุงการทำงานของทั้งสองหน่วยงาน
- กอ.รมน. ควรทบทวนวิธีการทำงานในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการใช้ปฏิบัติการไอโอที่อาจเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและไว้วางใจระหว่างรัฐและประชาชน และควรปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางสันติวิธีที่แท้จริง
- ศอ.บต. ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา “ความมั่นคงของมนุษย์” อย่างจริงจัง ผ่านการกระจายอำนาจ การบริหาร และการปกครอง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และลดความเหลื่อมล้ำ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงในทุกพื้นที่
ความสำเร็จของนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) พ.ศ. 2568-2570 ไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงแค่ตัวอักษรในเอกสาร แต่ยังขึ้นอยู่กับการบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังระหว่าง กอ.รมน. และ ศอ.บต. โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างสันติสุขที่แท้จริงและยั่งยืน ผ่านการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” อย่างถ่องแท้ และการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากทุกภาคส่วนในสังคม บทสรุปของความสำเร็จนี้ไม่ใช่ “เสียงปืน” ที่เงียบลงเท่านั้น แต่คือ “เสียงหัวเราะ” ของประชาชนในพื้นที่ที่กลับมามีความสุข มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
หมายเหตุ
คลิกอ่านนโยบายที่นี่ครับ https://shorturl.asia/64j3H
1,083 total views, 129 views today

More Stories
“กกต.” ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชน ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฏหมาย และหลักนิติธรรม
13 ปีบนเส้นทางวิบาก: เสียงจากปาตานีถึงรัฐบาลใหม่ กับโจทย์ใหญ่ ‘สันติภาพวาระแห่งชาติ, และ การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชน 19 ล้านเสียง
ดีลหักปากกาเซียน “อนุทิน 1”: เมื่อสีน้ำเงินกินรวบกระดาน ทิ้ง “กล้าธรรม” ให้เดียวดาย และบทพิสูจน์ศรัทธา “ประชาชาติ”