อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เมื่อแสงจันทร์เสี้ยวแรกของเดือนรอมฎอน ฮ.ศ. 1447 ได้รับการยืนยันจาก สำนักจุฬาราชมนตรี ว่าตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 บรรยากาศทั่วทุกมัสยิดในประเทศไทยก็พลันสว่างไสวและเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ เสียงตักบีรที่ดังก้องสลับกับเสียงอ่านอัลกุรอานอันนุ่มนวล เป็นสัญญาณเริ่มต้นของ “เดือนแห่งความบารอกัตหรือศิริมงคล”
แต่สิ่งที่ทำให้ค่ำคืนแรกของการละหมาดตะรอเวียะฮ์ปีนี้ดูพิเศษและมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมาก คือภาพของเหล่า “อาคันตุกะตัวน้อย” ที่จูงมือผู้ปกครองก้าวเข้าสู่รั้วมัสยิดด้วยความตื่นเต้น
ห้องเรียนศรัทธาที่ไร้กำแพง: สีสันเด็กน้อยในบ้านของอัลลอฮ์
ภาพเด็กชายในชุดโต๊บตัวจิ๋วและเด็กหญิงในชุดตะละกงสีสันสดใสที่วิ่งเล่นไปมา หรือพยายามทำท่าทางละหมาดตามผู้ใหญ่ คือความสวยงามที่สะท้อนถึงประโยคที่ว่า “เด็กๆ คืออัญมณีที่ช่วยแต่งแต้มความสวยงามให้กับมัสยิด”
แม้ในสายตาของผู้ใหญ่อาจมองเห็นความวุ่นวายเล็กน้อยจากการซุกซนตามประสาเด็ก แต่ในมิติทางศาสนา นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความคุ้นเคยระหว่าง “ศรัทธา” กับ “วิถีชีวิต”
ผศ.ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ภาพเหล่านี้เปรียบเสมือน “การส่งมอบคบเพลิงแห่งอิสลาม” จากรุ่นสู่รุ่น การที่เด็กๆ ได้มาปรากฏตัวในแถวละหมาด หรือแม้แต่การวิ่งเล่นในซอกมุมต่างๆ ของมัสยิด เป็นการปลูกฝังความรักและความผูกพันต่อสถานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ให้หยั่งรากลึกลงในใจตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่อที่ในวันข้างหน้า พวกเขาจะเติบโตเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษได้อย่างมั่นคง
แบบอย่างจากท่านนบี (ศอลฯ): ความเมตตาเหนือพิธีกรรม
หากใครกังวลว่าเสียงเด็กหรือความซนจะทำให้การละหมาดเสียสมาธิ แบบอย่างจากท่านนบีมุฮัมมัด (ศอลฯ) คือคำตอบที่งดงามที่สุด
-
ความเห็นอกเห็นใจ: ท่านนบีเคยกล่าวว่าท่านตั้งใจจะละหมาดให้ยาว แต่เมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ ท่านกลับเลือกที่จะละหมาดให้สั้นลง เพื่อลดความกังวลใจของแม่เด็ก (บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
-
ความรักที่จับต้องได้: ครั้งหนึ่งขณะท่านนบีกำลังกล่าวคุตบะฮ์ เมื่อเห็นหลานรัก (หะซันและฮูเซ็น) เดินสะดุดชุดโต๊บจนล้มลง ท่านถึงกับยอมหยุดการบรรยายและลงจากมิมบัรไปอุ้มหลานทั้งสองด้วยความเมตตา
เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า “มัสยิด” ไม่ใช่สถานที่ที่ปิดกั้นเด็กๆ แต่เป็นพื้นที่แห่งความรักและความอดทนที่ผู้ใหญ่ต้องมีต่อเยาวชน เพื่อให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าศาสนาเป็นเรื่องตึงเครียดหรือเหินห่าง
บทสรุป: บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งรอมฎอน
การพาลูกหลานไปมัสยิดในคืนตะรอเวียะฮ์ ไม่ได้เป็นเพียงการพาไปร่วมพิธีกรรม แต่คือกระบวนการ “ตัรบียะฮ์” หรือการขัดเกลาจิตใจให้เด็กๆ ซึมซับบรรยากาศแห่งความดีงาม การได้เห็นผู้คนพร้อมใจกันก้มกราบ (สุญูด) ต่อพระเจ้า จะเป็นภาพจำที่หล่อลอมให้เขาเติบโตมาพร้อมกับความอ่อนน้อมถ่อมตน
สรุปข้อมูลสำคัญ:
- เริ่มถือศีลอด: วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569
- หัวใจสำคัญ: รอมฎอนไม่ใช่แค่การอดอาหาร แต่คือการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ และการส่งต่อศรัทธาไปยังลูกหลานของเรา

565 total views, 6 views today

More Stories
ศรัทธาเหนือกาลเวลา: 50 ปี มัสยิดสอลีฮุดดีน กับประเพณีละศีลอดรวมใจชาวจะนะที่หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพตามวิถีจะนะเมืองอุลามาอ์
ระยะทางนับพันไมล์… สู่การหลับไหลที่บ้านเกิด: “รอมฎอน” กับภารกิจส่งผู้เสียชีวิตกลับสู่อ้อมกอดครอบครัว
นักเรียนปอเนาะใช้เวลาช่วงปิดเทอม ช่วยครอบครัวขาย “โรตีบากา” สูตรโบราณ กลิ่นหอมกาบมะพร้าว ทำยอดวันละกว่า 2,000 บาท