มีนาคม 3, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

รอมฎอนเลือดตะวันออกกลาง: เมื่อมหาอำนาจขยับ

แชร์เลย

“สันติภาพที่ขาดความยุติธรรมคือความจอมปลอม สงครามครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าระเบียบโลกเก่าที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจนิยมกำลังนำไปสู่ทางตัน สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาบนพื้นฐานของความยุติธรรมและการเคารพความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

โดย : อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: เงาปืนเหนือสถานศึกษาและความล้มเหลวของระเบียบโลก

     โลกในช่วงต้นปี 2026 โดยเฉพาะเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ ต้องเผชิญกับฝันร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อความตึงเครียดสะสมระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่าน ระเบิดออกเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จุดแตกหักสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จากปฏิบัติการทางอากาศที่พุ่งเป้าไปยังโรงเรียนประถมสตรีในจังหวัดฮอร์โมซกัน ประเทศอิหร่าน คร่าชีวิตเด็กผู้บริสุทธิ์ไปกว่า 51 ราย ตามมาด้วยการสังหารผู้นำสูงสุดแห่งอิหร่าน อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุให้ตะวันออกกลางลุกเป็นไฟภายใต้ปฏิบัติการตอบโต้ “True Promise 4”

เสียงสะท้อนจากเพื่อนบ้าน: คำเตือนจาก “อันวาร์ อิบราฮิม”

     ท่ามกลางสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อสงครามโลก ดาโต๊ะ เสรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้สื่อสารผ่านพื้นที่ส่วนตัวเพื่อประณามการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยชี้ให้เห็นถึงความอันตรายของการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ:

“การจงใจกำหนดเป้าหมายต่อผู้นำของรัฐถือเป็นแบบอย่างที่อันตราย และบ่อนทำลายหลักการที่เป็นรากฐานของระเบียบระหว่างประเทศ… ผู้ที่ต้อนรับการเสียชีวิตของเขาด้วยความเห็นชอบ ควรตระหนักถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เพราะภัยคุกคามนี้จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้”

     ถ้อยแถลงของผู้นำมาเลเซียไม่เพียงแต่แสดงความเสียใจ แต่ยังสะท้อนความกังวลร่วมของภูมิภาคอาเซียน ทั้งในเรื่องความปลอดภัยของพลเรือน เสรีภาพในการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

รายละเอียดสถานการณ์: สงครามตัวแทนและวาทกรรมอำพราง

ความขัดแย้งครั้งนี้ฉายภาพความซับซ้อนใน 3 มิติหลัก:

  • อาชญากรรมสงครามและสงครามข่าวสาร: การโจมตีเป้าหมายพลเรือนถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงจริยธรรมสงคราม ขณะที่การตอบโต้ฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์และยูเออี ก่อให้เกิดสภาวะ “สงครามข้อมูล” ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างชัยชนะเพื่อชิงพื้นที่ความชอบธรรม

  • มาตรฐานสองด้านและความยุติธรรมที่เลือกปฏิบัติ: บทวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อมหาอำนาจโจมตีมักถูกเรียกว่า “การป้องกันตัว” แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามตอบโต้กลับถูกตีตราว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” วาทกรรมเหล่านี้กำลังถูกท้าทายด้วยกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยและอาเซียนต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด

  • ผลกระทบต่อคนไทยและอาเซียน: นอกเหนือจากความเสี่ยงของแรงงานไทยในพื้นที่สู้รบแล้ว การปิดน่านฟ้ายังส่งผลกระทบต่อผู้แสวงบุญ (อุมเราะฮฺ) และดัชนีราคาพลังงานที่อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

บทสรุป: สันติภาพที่ขาดความยุติธรรมคือความจอมปลอม

     สงครามครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าระเบียบโลกเก่าที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจนิยมกำลังนำไปสู่ทางตัน สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเจรจาบนพื้นฐานของความยุติธรรมและการเคารพความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ดังคำกล่าวของผู้นำมาเลเซียที่ว่า “วิกฤตครั้งนี้ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยกำลัง แต่ต้องอาศัยการทูตและความยับยั้งชั่งใจ”

ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย

เพื่อให้ไทยก้าวผ่านวิกฤตปี 2026 นี้ไปได้อย่างปลอดภัย ควรดำเนินการดังนี้:

  • สำหรับภาคส่วนรัฐ:

    • การทูตเชิงรุก: ร่วมมือกับอาเซียน (โดยเฉพาะมาเลเซียและอินโดนีเซีย) เรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและเข้าสู่โต๊ะเจรจา

    • จัดตั้ง War Room บูรณาการ: วางแผนอพยพแรงงานผ่านประเทศที่สาม และเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ

  • สำหรับประชาชนและแรงงาน:

    • ติดตามประกาศสถานทูต: ลงทะเบียนและเกาะติดข้อมูลจากสถานทูตไทยในเตหะรานและดูไบอย่างใกล้ชิด

    • เตรียมแผนสำรอง: ผู้แสวงบุญและนักธุรกิจควรตรวจสอบสถานะน่านฟ้าและหลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยงโดยทันที

    • เสพสื่ออย่างมีสติ: ระมัดระวังข่าวปลอม (Fake News) ที่มุ่งสร้างความเกลียดชังทางศาสนาหรือเชื้อชาติ

“ในยามที่เปลวเพลิงแห่งสงครามโชติช่วง สติและการทูตคือเครื่องมือเดียวที่จะดับไฟนั้นได้”

 1,192 total views,  336 views today