มีนาคม 3, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

แผ่นดินไหวการเมืองชายแดนใต้: เมื่อ “ประชาชาติ” พ่าย แต่ปาร์ตี้ลิสต์ยังได้อันดับ 1 แต่ได้แค่คนเดียวจาก สองคนในอดีต

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: จุดสิ้นสุดของความผูกขาด และการพิพากษาจากคูหา
     ปรากฏการณ์ผลคะแนนเลือกตั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้เล่น แต่มันคือ “การสิ้นสุดยุคสมัย” ของความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคประชาชาติ โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานีที่เกิดปรากฏการณ์ “สูญพันธุ์” อย่างน่าเหลือเชื่อ จากที่เคยครองเสียงข้างมาก กลับกลายเป็นความว่างเปล่า นี่คือบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนว่า เมื่อ “ความคาดหวัง” ของคนในพื้นที่ถูกตอบแทนด้วย “ความเงียบ” ประชาชนก็พร้อมจะส่งสัญญาณเตือนผ่านบัตรเลือกตั้ง? แต่ อย่างไรก็ดี

     ว่า ผลการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นยังคงเหมือนเดิม กับ ปี 2566 อันดับ 1 ประชาชาติ เพียงแต่ได้คนเดียวจากสองในอดีต
อันดับ 2 ประชาชน และยังส่งผลให้รอมฎอน ปันจอร์ ได้เข้าสู่สภาด้วย

สรุปผลการเลือกตั้ง 69: การผงาดของ “สีน้ำเงิน” และ “กล้าธรรม”
ในภาพรวม 15 ที่นั่ง (รวม 4 อำเภอของสงขลา) ดุลอำนาจเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน:

  • อันดับ 1 พรรคภูมิใจไทย: 6 ที่นั่ง (กวาดปัตตานีไปถึง 4 เขต)
  • อันดับ 2 พรรคกล้าธรรม: 5 ที่นั่ง (ปักธงนราธิวาสได้ถึง 3 เขต)
  • อันดับ 3 พรรคประชาชาติ: 4 ที่นั่ง (เหลือเพียงที่มั่นในยะลา 3 เขต และนราธิวาส 1 เขต)

ตารางเปรียบเทียบที่นั่ง สส. พรรคประชาชาติ (3 สมัย)

ปีการเลือกตั้ง สส. เขต สส. บัญชีรายชื่อ รวม
2562 6 1 7
2566 7 2 9
2569 (ล่าสุด) 4 1 5

เจาะลึก 5 ปัจจัยดิ่งเหว: ทำไม “ประชาชาติ” ถึงรักษาพื้นที่ไม่ได้?

1. บาดแผล “ตากใบ” และ “อุยกูร์” ที่เยียวยาไม่ได้
     นี่คือหมัดฮุคสำคัญที่สุด แม้พรรคจะมีตำแหน่งใหญ่ระดับประธานรัฐสภา (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) และรัฐมนตรียุติธรรม (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) แต่คดีประวัติศาสตร์อย่าง “ตากใบ” กลับปล่อยให้หมดอายุความโดยไร้ผู้รับผิดชอบ ผสมโรงกับกรณีคำกล่าวเรื่องชาวมุสลิมอุยกูร์สมัครใจกลับจีน ทำให้ชาวมุสลิมในพื้นที่รู้สึกว่าพรรคที่ชูสโลแกนปกป้องมุสลิม กลับนิ่งเฉยเมื่อมีอำนาจจริง

2. พลัง “กระสุน” และ “อำนาจรัฐ”
     พรรคคู่แข่งอย่างภูมิใจไทยและกล้าธรรมมีความพร้อมด้านทรัพยากรที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ในขณะที่ประชาชาติประสบปัญหานายทุนพรรคเดิมถอนตัว ซึ่งชาวบ้าน สื่อ ก็รู้ว่า ใช้ทุกพรรคแม้ไม่ทุกคน ยกเว้นพรรคประชาชน เพียงกกต.จับไม่ได้

3. ยุทธศาสตร์ “โกเกี๊ยะ” และการดึงพันธมิตรท้องถิ่น
     พรรคภูมิใจไทยปรับหมากใหม่โดยให้ “โกเกี๊ยะ” (พิพัฒน์ รัชชกิจประการ) ลงมาคุมเกมใต้ด้วยตนเอง พร้อมจับมือกับ “นายกอบจ.เศรษฐ์ อัลยุฟรี” แม่ทัพท้องถิ่นปัตตานี ทำให้เครือข่ายหัวคะแนนของประชาชาติเดิมไหลไปรวมกับภูมิใจไทยจนหมดสิ้น

4. ปรากฏการณ์ “ย้ายพรรค” และตัวบุคคล
     คนในพื้นที่ 3 จชต. ยังคงยึดติดที่ตัวบุคคล เมื่ออดีต สส.ประชาชาติย้ายไปสังกัดภูมิใจไทย

5. ภาพลักษณ์ “เฉพาะกลุ่ม” ปะทะ “พหุวัฒนธรรม”
แม้ประชาชาติจะพยายามชูความเป็นพหุวัฒนธรรม แต่ในสายตาคนไทยพุทธและกลุ่มอนุรักษนิยมยังมองว่าเป็นพรรคมุสลิม กลุ่มคนเหล่านี้จึงเทคะแนนให้ภูมิใจไทยที่ชูชาตินิยมและอยูกับทหาร

บทสรุป: บทเรียนจากการเมือง “สีเทา” สู่ความหวัง “สีขาว”
      ผลการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันว่าการเมืองใน 3 จังหวัดชายแดนใต้อาจจะยังก้าวไม่พ้นวงจรของ “กระสุน” และ “อิทธิพล” แต่ในความมืดมิดเรายังเห็นแสงสว่างจาก “หาดใหญ่โมเดล” หรือพลังของเยาวชนที่พยายามรณรงค์การเมืองสีขาว แม้ครั้งนี้อุดมการณ์จะพ่ายแพ้ต่อความเป็นจริงทางอำนาจ แต่เมล็ดพันธุ์แห่งการตื่นรู้ได้ถูกปลูกลงไปแล้ว

      พรรคประชาชาติพ่ายแพ้ในวันนี้ ไม่ใช่เพราะคู่แข่งแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่เพราะ “ศรัทธาที่กินไม่ได้” และ “ความยุติธรรมที่มาไม่ถึง” สำหรับผู้แพ้ที่สู้ด้วยความสุจริต ขอให้ยึดมั่นในคติที่ว่า:

“ท่านจะไม่ถูกถามว่าทำสำเร็จไหม แต่ท่านจะถูกถามว่า… ท่านได้ลงมือทำหรือยัง”

ก้าวต่อไปในพื้นที่นี้คือการพิสูจน์ว่า ผู้ชนะจะทำตามสัญญาได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้าผู้แสวงหาผลประโยชน์ในนามของประชาชนอีกครั้ง

 1,001 total views,  2 views today

You may have missed