อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้ม เมื่อ พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ผงาดขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 1” อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยตัวเลข 300 เสียง พอดิบพอดี เป็นสูตรที่คำนวณมาเพื่อ “ฆ่าศัตรูทางการเมือง” และ “สยบมิตรที่ไว้ใจไม่ได้” โดยเฉพาะ
1. ยุทธศาสตร์ 300 เสียง: ปฏิบัติการ “ตัดเนื้อร้าย” สกัดดาวรุ่งกล้าธรรม
การที่ภูมิใจไทยเลือกหยุดตัวเลขไว้ที่ 300 เสียง โดยปฏิเสธ พรรคกล้าธรรม ของ ธรรมนัส พรหมเผ่า (58 เสียง) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์ “หักดิบ” เพื่อหวังผล 3 ประการ
- คุมกระทรวงเกรด A: เมื่อไม่มีกลุ่มของผู้กองธรรมนัสมาหารส่วนแบ่ง ภูมิใจไทยจึงสามารถรวบกระทรวงหลัก (เกษตรฯ, คมนาคม, มหาดไทย) ไว้ในมือได้อย่างเบ็ดเสร็จ
- ลดอำนาจต่อรอง: การเขี่ยพรรคกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้าน คือการสลายกลุ่มแนวร่วมที่อาจกระด้างกระเดื่องในอนาคต
- ภาพลักษณ์ใหม่: การดึงมืออาชีพ (Technocrats) 5 ตำแหน่ง เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคนนอก คือการใช้ “แป้งผัดหน้า” ให้รัฐบาลดูมีความเป็นสากลเพื่อกลบกระแสยี่ห้อการเมืองแบบเดิม
2. สส.ชายแดนใต้กล้าธรรมก็อกหัก
ท่ามกลางชัยชนะของค่ายสีน้ำเงิน แม้พรรคกล้าธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้ “อามินทร์ มะยูโซะ” อดีตรมช.เกษตรฯ จากพรรคกล้าธรรม นำลูกทีมชนะถึง 4 ที่ ก็ต้องอกหักเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง
ซึ่งร.อ.ธรรมนัส คาดว่าจะตอบแทนเขาได้นั่งเก้าอี้ รมช.เกษตรฯ อีกครั้ง เพื่อไปดูแลพี่น้องชายแดนใต้และมุสลิมทั่วประเทศ
3. พรรคประชาชาติ: จาก “เรือโนอาห์” สู่ “เรือพ่วง” สีน้ำเงิน
สิ่งที่ช็อกความรู้สึกคนในพื้นที่และโลกโซเชียลมากที่สุด คือการที่ พรรคประชาชาติ (5 เสียง) ตัดสินใจกระโดดเข้าร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย ทั้งที่เคยตรวจสอบกรณี “เขากระโดง” และค้าน “กัญชาเสรี” อย่างสุดตัว
ตารางวิเคราะห์: เดิมพันที่ต้องจ่ายของพรรคประชาชาติ
| ประเด็น | สิ่งที่ได้ (Gain) | สิ่งที่เสีย (Loss) |
|---|---|---|
| อำนาจรัฐ | ได้งบประมาณลงพื้นที่ 3 จังหวัด | เสียจุดยืน “พรรคอุดมการณ์” |
| ฐานเสียง | รักษาฐานหัวคะแนนด้วยระบบอุปถัมภ์ | ถูกมองว่า “กลืนน้ำลายตัวเอง” เพื่อตำแหน่ง |
| ความสัมพันธ์ | เดินตามพรรคเพื่อไทย (พี่ใหญ่) | เกิดรอยร้าวกับกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ |
4. เสียงสะท้อนจากปลายด้ามขวาน: “ปาร์ตีกีตอแปลพรรคของพวกเราชาวชายแดนใต้” ในวันที่เปลี่ยนไป
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กระแสโซเชียลร้อนระอุ กลุ่มนักกิจกรรมและเยาวชนเริ่มตั้งคำถามถึงคำว่า “ปาร์ตีกีตอ” (พรรคของเรา) ว่าวันนี้ยังเป็นพรรคของประชาชน หรือเป็นพรรคที่พร้อมจะ “พับอุดมการณ์” เพื่อแลกเก้าอี้อำนาจในรัฐบาล
การอ้างว่าพรรคเป็นเสียงข้างน้อยและต้องทำงานเพื่อปากท้อง อาจฟังดูสมเหตุสมผลในเชิงบริหาร แต่สำหรับฐานเสียงที่เลือกมาเพราะ “ความต่าง” การเข้าร่วมกับภูมิใจไทยครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายในการเลือกตั้งสมัยหน้า
นักวิชาการที่เกาะติดการเมืองสตรีท่านหนึ่งให้ทัศนะว่า
“ที่จริงก็น่าคาดเดาได้ว่าพรรค พท. กับ ปชาชาติ เขาไปไหนไปกัน ไม่แยกกัน และไม่มีมิตรแท้ ศัตรูถาวร ในทางการเมือง
เพียงแต่งานนี้ พรรคประชาชาติ ไม่อาจไม่เหมาะ อันเนื่องจากเอาประเด็นทางศาสนามาใช้หาเสียงจนเกินเลย บอกว่าพรรคตนเอง เป็นดั่งเรือนาบีนุห์”
บทสรุป: การเมืองใหม่ในมือ “สิงห์สีน้ำเงิน”
รัฐบาล “อนุทิน 1” คือบทพิสูจน์ว่าในโลกของการเมือง
“มิตรแท้ไม่มี ศัตรูถาวรไม่มี มีแต่ผลประโยชน์ที่ลงตัว”
พรรคกล้าธรรมต้องเรียนรู้รสชาติของการถูกหักหลัง ขณะที่พรรคประชาชาติกำลังเดินบนเส้นลวดที่ขึงตึงระหว่าง “อำนาจรัฐ” กับ “ศรัทธาประชาชน”
หากผลงานในกระทรวงที่ได้รับมาไม่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนชายแดนใต้ได้จริง “เรือนาบีนุห์” ลำนี้อาจจะล่มกลางอ่าวไทย ในวันที่คลื่นความศรัทธาซัดส่าย
1,100 total views, 63 views today

More Stories
“กกต.” ควรหยุดฟ้องปิดปากประชาชน ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฏหมาย และหลักนิติธรรม
13 ปีบนเส้นทางวิบาก: เสียงจากปาตานีถึงรัฐบาลใหม่ กับโจทย์ใหญ่ ‘สันติภาพวาระแห่งชาติ, และ การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญตามเจตจำนงของประชาชน 19 ล้านเสียง
นายกรัฐมนตรีและทุกภาคส่วนร่วมยินดี! หลังจุฬาราชมนตรีประกาศเข้าสู่ “รอมฎอน ฮ.ศ. 1447” เริ่มถือศีลอดพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. นี้