มีนาคม 3, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เอกสารของเอปสไตน์ : นักธุรกิจสตรีชาวซาอุดี ที่ส่งชิ้นส่วนผ้าคลุมกะบะห์ ให้อาชญากรทางเพศ

แชร์เลย

ผศ.ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด

     เอกสารของเอปสไตน์ กล่าวถึงชื่อของนักธุรกิจหญิงชาวซาอุดีอาระเบียที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (และอาจเป็นชาวเอมิเรตส์ด้วย) ชื่อ อะซิซา อัลอะห์มาดี เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคิงอับดุลอาซิซในปี 1998 ด้วยปริญญาด้านคณิตศาสตร์ เธออาศัยอยู่ในอาบูดาบีมาหลายปี และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับกรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในด้านเกมอิเล็กทรอนิกส์และวิดีโอเกมมาเป็นเวลาสองปีครึ่ง

ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเอปสไตน์ ถึงขนาดที่มีข้อความมากมายระหว่างพวกเขาทั้งสองเกี่ยวกับหลายหัวข้อ ที่สำคัญที่สุดคือ:

     1. ข้อความในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2017 ระบุว่าเธอได้ติดต่อกับบุคคลชื่อ อับดุลลาห์ อัลมาอามารี เพื่อจัดส่งผ้าคลุมกะอ์บาห์สามชิ้น ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลาม ที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย

อีเมลแสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วนผ้าคลุมกะอ์บาห์สามชิ้น ถูกขนส่งทางอากาศจากซาอุดีอาระเบียไปยังฟลอริดาโดยสายการบินบริติชแอร์เวย์ โดยมีการประสานงานรวมถึงการออกใบแจ้งหนี้ การจัดการด้านศุลกากร และการส่งมอบสินค้าภายในสหรัฐอเมริกา

ข้อความอธิบายถึงชิ้นส่วนสามชิ้น ได้แก่ ชิ้นส่วนจากภายในกะอ์บาห์ ชิ้นส่วนจากส่วนหุ้มด้านนอก และชิ้นส่วนที่สามที่ทำจากวัสดุเดียวกันแต่ยังไม่ได้ใช้งาน การติดต่อสื่อสารระบุว่าชิ้นส่วนที่ยังไม่ได้ใช้งานนั้นถูกอธิบายว่าเป็น “งานศิลปะ” เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดหมวดหมู่ของสินค้า

ในข้อความหนึ่ง อะซิซา อัลอะห์มาดี อธิบายให้แอปสไตน์ฟังถึงความสำคัญทางศาสนาของชิ้นส่วนดังกล่าว โดยกล่าวว่า “ชิ้นผ้าสีดำนี้ถูกสัมผัสโดยชาวมุสลิมอย่างน้อย 10 ล้านคนจากนิกายต่างๆ ทั้งซุนนี ชีอะห์ และอื่นๆ”

     2. ข้อความจากแอปสไตน์ ถึงอะซิซา อัลอะห์มาดี และราอาฟัต อัล-ซับบากห์ ที่ปรึกษาในราชสำนักซาอุดีอาระเบีย ในเดือนตุลาคม 2016 เสนอให้สร้างสกุลเงินสองสกุล: สกุลหนึ่งเรียกว่า “ชารีอะห์” คล้ายกับดอลลาร์ ใช้เฉพาะในหมู่ชาวมุสลิมเป็นสกุลเงินส่วนตัว และอีกสกุลหนึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลใหม่เช่นบิทคอยน์ สอดคล้องกับกฎหมายชารีอะห์ เขาบอกว่าเขาได้พูดคุยกับผู้ก่อตั้งบิทคอยน์เกี่ยวกับแนวคิดนี้ และพวกเขากระตือรือร้นมาก เขากำลังรอที่จะนัดพบกับอาซิซาเพื่อหารือเรื่องนี้

3. ข้อความจากเลสลี โกรฟ ผู้ช่วยของเอปสไตน์ ถึงอาซิซาในเดือนพฤษภาคม 2017 แจ้งให้เธอทราบว่าเธอได้ส่งผลตรวจดีเอ็นเอของเธอไปแล้ว ข้อความระบุว่า:

(สวัสดี อาซิซา
ฉันเห็นว่า Amazon แจ้งว่าได้จัดส่งชุดตรวจ DNA “23andMe” ของคุณไปยังที่อยู่ที่คุณให้ไว้แล้ว และมาถึงเมื่อวานนี้… คุณช่วยยืนยันการรับสินค้าได้ไหมคะ?
ขอบคุณค่ะ
เลสลี
ผู้ช่วยของเจฟฟรีย์ เอปสไตน์)

     4. ในข้อความอีกชุดหนึ่ง อะซิซา อัลอะห์มาดีได้ติดต่อสอบถามความเป็นอยู่ของเอปสไตน์หลังจากพายุเฮอริเคนเออร์มาพัดถล่มทะเลแคริบเบียนในเดือนกันยายน 2017 ทำให้เกาะส่วนตัวของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในช่วงหลายวัน อะซิซา อัลอะห์มาดี ได้ติดต่อเลขานุการของเอปสไตน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสอบถามความเป็นอยู่ของเขาบนเกาะ เลขานุการตอบว่า:

“ทุกคนสบายดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด… สิ่งปลูกสร้างบางส่วนหายไป… ต้นไม้หายไป… สิ่งอำนวยความสะดวกในท่าเรือเสียหาย… ถนนใช้การไม่ได้… ความเสียหายภายนอกอื่นๆ แต่ภายในยังดีอยู่… วุ่นวาย แต่ก็สร้างใหม่ได้! ขอบคุณที่ติดต่อสอบถาม”

อะซิซา อัลอะห์มาดี ตอบว่า “ฉันสัญญาว่าจะส่งเต็นท์ใหม่ให้คุณ ”

———————————-

หมายเหตุ

     คดีเครือข่ายเอปสตีน (Epstein Network) คือหนึ่งในคดีอื้อฉาวที่สะเทือนขวัญและซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของอาชญากรรมทางเพศทั่วไป แต่เป็นเรื่องของการ “ค้ามนุษย์” และ “การใช้อิทธิพลมืด” ในระดับโลกครับ

นี่คือสรุปภาพรวมเพื่อให้เข้าใจว่าทำไมคดีนี้ถึงเป็นเรื่องใหญ่:

1. จุดเริ่มต้น: ใครคือ เจฟฟรีย์ เอปสตีน?
     เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) เป็นเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกันที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลระดับสูงทั่วโลก ตั้งแต่นักการเมือง ประธานาธิบดี มหาเศรษฐี ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง เขาใช้ความร่ำรวยและอิทธิพลสร้าง “อาณาจักร” ที่ใช้สำหรับล่อลวงเด็กสาวและหญิงสาวจำนวนมากเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

2. “เครือข่าย” ทำงานอย่างไร?
ความน่ากลัวของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเอปสตีนคนเดียว แต่อยู่ที่ “ระบบ” ที่เขาสร้างขึ้น:

  • การล่อลวง (Grooming): มีตัวกลางอย่าง กิเลน แม็กซ์เวลล์ (Ghislaine Maxwell) ทำหน้าที่เป็น “แม่เล้า” คอยจัดหาเด็กสาว โดยมักพุ่งเป้าไปที่เด็กจากครอบครัวที่เปราะบางหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ (ดังเช่นกรณีเหยื่อดาวน์ซินโดรมที่คุณยกมา)

  • เกาะส่วนตัวและอพาร์ตเมนต์หรู: เขาใช้สถานที่ส่วนตัว เช่น เกาะ Little St. James (ที่ถูกขนานนามว่า “เกาะกามโรค”) ในแคริบเบียน และคฤหาสน์ในนิวยอร์ก เป็นสถานที่กักขังและทำร้ายเหยื่อ

  • การแบล็กเมล์ (Blackmailing): มีข้อสันนิษฐานว่าเอปสตีนมีการติดตั้งกล้องแอบถ่ายไว้ในห้องพัก เพื่อใช้คลิปวิดีโอของคนดังที่มาใช้บริการเป็นเครื่องมือในการรีดไถหรือควบคุมคนเหล่านั้น

3. ทำไมคดีนี้ถึงยังไม่จบ? (แม้เอปสตีนจะเสียชีวิตแล้ว)
แม้เอปสตีนจะเสียชีวิตในคุกเมื่อปี 2019 (ระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ซึ่งยังมีข้อกังขา) แต่คดีนี้ยังคงขยายผลเพราะ:

  • รายชื่อใน “สมุดปกดำ”: เอกสารที่เพิ่งเปิดเผย (รวมถึงไดอารี่ของเหยื่อ) มีรายชื่อบุคคลสำคัญมากมาย เช่น ลีออน แบล็ก หรือการพูดถึงความสัมพันธ์กับ โนม ชอมสกี ซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า “คนเหล่านี้มีส่วนรู้เห็น หรือร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่?”

  • การจ่ายเงินปิดปาก: มีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เช่น เงิน 158 ล้านดอลลาร์ที่ลีออน แบล็ก จ่ายให้เอปสตีน ซึ่งดูไม่สมเหตุสมผลหากเป็นเพียงค่าที่ปรึกษาทางธุรกิจ

  • ความยุติธรรมที่ล่าช้า: เหยื่อหลายรายเพิ่งกล้าออกมาฟ้องร้องหลังจากผ่านไปหลายสิบปี เพราะในอดีตเอปสตีนมีเส้นสายที่แข็งแกร่งจนสามารถรอดพ้นคดีใหญ่ๆ มาได้หลายครั้ง

สรุปในมุมกว้าง
     คดีเครือข่ายเอปสตีนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนวิปริตคนหนึ่ง แต่เป็นตัวอย่างของ “อำนาจที่ปราศจากการตรวจสอบ” ที่คนรวยและคนมีชื่อเสียงใช้ช่องโหว่ของกฎหมายและเงินตราเพื่อทำลายชีวิตเด็กสาวผู้บริสุทธิ์อย่างเป็นขบวนการ

 2,409 total views,  7 views today