อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ
ในพลวัตของการเมืองโลกที่แปรเปลี่ยนไป ความมั่นคงกลายเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ล่าสุดการที่สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นบัญชีดำเครือข่ายกลุ่ม “ภราดรภาพมุสลิม” (Muslim Brotherhood) หรือ “อิควานุลมุสลิมีน” ในอียิปต์ เลบานอน และจอร์แดน เป็นองค์กรก่อการร้ายอย่างเป็นทางการ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการรัฐศาสตร์และโลกมุสลิม การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อพันธมิตรในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการจัดการกับขบวนการทางสังคมที่มีฐานรากมาจากศาสนาในระดับโลก
การอธิบาย: รากเหง้าและการจัดประเภทใหม่
กลุ่มภราดรภาพมุสลิมก่อตั้งในปี 1928 โดย ฮัสซัน อัล-บันนา ด้วยแนวคิดที่มองว่าอิสลามเป็นวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทั้งจิตใจ การเมือง และสังคม ตลอดเกือบศตวรรษที่ผ่านมา ขบวนการนี้ได้ขยายตัวจนมีสมาชิกหลายล้านคนและกลายเป็น “ต้นแบบ” ขององค์กรการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยแรงผลักดันทางศาสนาในหลายประเทศ

การที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ ระบุว่าการขึ้นบัญชีนี้เพื่อ “ขัดขวางความรุนแรงและบั่นทอนเสถียรภาพ” สะท้อนถึงการมองกลุ่มผ่านเลนส์ด้านความมั่นคง (Security Lens) โดยเชื่อมโยงเข้ากับกลุ่มติดอาวุธอย่างฮามาสและฮิซบอลเลาะห์ อย่างไรก็ตาม มุมมองนี้ถูกโต้แย้งอย่างหนักจากเหล่านักคิดในโลกมุสลิมที่มองว่า นี่คือการ “ลดทอน” ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ซับซ้อนให้เหลือเพียงมิติอาชญากรรม
การอภิปราย: มุมมองจากเหล่านักคิดและผลกระทบเชิงโครงสร้าง
ผศ.ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด กล่าวว่า
จากการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติในกรุงอิสตันบูล เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา นักวิชาการมุสลิมได้หยิบยกประเด็นสำคัญมาอภิปรายในหลายมิติ ดังนี้
1. ทางสายกลาง vs ลัทธิสุดโต่ง
อิซอม อัลบาชีร์ นักคิดคนสำคัญอธิบายว่า อุดมการณ์ของกลุ่มคือ “ความสายกลาง” (Wasatiyyah) ซึ่งไม่ใช่พื้นที่สีเทา แต่เป็นความสมดุลระหว่างความเคร่งครัดและการยืดหยุ่น การจัดประเภทว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อการร้ายเท่ากับเป็นการปิดประตูการสนทนา และอาจผลักดันให้เยาวชนมุสลิมที่ไร้ที่พึ่งพิงทางปัญญาหันไปหา “กระแสตักฟีรี” (กลุ่มสุดโต่งที่ชอบตัดสินผู้อื่นว่าตกศาสนา) ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรงที่แท้จริง
2. ขบวนการทางสังคม vs พรรคการเมือง
ไซฟ์ อับเดล ฟัตตาห์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมคือ “ขบวนการทางสังคม” (Social Movement) ที่กว้างขวางกว่าการเป็นแค่พรรคการเมือง การพยายามกำจัดกลุ่มนี้ผ่านมาตรการทางกฎหมายและอาวุธ เป็นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของภาคประชาสังคมมุสลิม เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียน ซึ่งจะสร้างสุญญากาศที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงยิ่งกว่าเดิม
3. ภูมิรัฐศาสตร์และการครอบงำ
ศ.มุคตาร์ อัลชังกิตี วิเคราะห์ว่าการโจมตีนี้มุ่งเป้าไปที่ “ศูนย์ภูมิคุ้มกันของประชาชาติอิสลาม” โดยมองว่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมเป็นอุปสรรคต่อการแผ่อิทธิพลของระบอบอำนาจนิยมในภูมิภาคและผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจ การจัดประเภทนี้จึงถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่มีวาระทางการเมืองและวัฒนธรรมแอบแฝง มากกว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงเพียงอย่างเดียว
บทสรุป
การกำหนดให้กลุ่มภราดรภาพมุสลิมเป็นองค์กรก่อการร้ายโดยสหรัฐฯ เป็น ดาบสองคม ในแง่หนึ่งอาจเป็นการตอบสนองพันธมิตรทางการเมืองและสกัดกั้นอิทธิพลบางประการ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันคือความเสี่ยงในการทำลายความพยายามสร้าง “อิสลามสายกลาง” ที่เน้นการเจรจาและสันติวิธี
หากโลกตะวันตกและพันธมิตรอาหรับเลือกใช้เพียง “มาตรการความปลอดภัย” (Security measures) โดยละทิ้ง “การสนทนาทางปัญญา” (Intellectual dialogue) ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่เสถียรภาพ แต่เป็นความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกยิ่งขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า อุดมการณ์ที่ฝังรากอยู่ในสังคมและจิตวิญญาณของผู้คนไม่สามารถถูกกำจัดได้ด้วยการขึ้นบัญชีดำเพียงอย่างเดียว
2,243 total views, 14 views today

More Stories
“ตรรกะวิบัติ” เมื่อผู้ใหญ่สอนให้รับเงินซื้อเสียง: บทเรียนจากเด็กจริยธรรมศึกษาถึงนักการเมืองรุ่นใหญ่ ดังนั้น เมื่อพูดพลาดแล้วขออภัยอัลลอฮ์ ขอโทษสังคม
จากห้องเรียนสู่ลานศาล: เมื่อเสียง “ปอเนาะ” ลุกขึ้นสู้เพื่อลมหายใจและผืนป่าเขาโต๊ะกรัง
เปลี่ยนปืนเป็นกฎหมาย: ดับไฟใต้ด้วย “พรบ.สันติภาพ” ข้อเสนอหยุดวงจรความรุนแรง 22 ปี จากเวทีสมัชชาประชาชนภาคใต้ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช