วันอาทิตย์ , มกราคม 24 2021
Breaking News
Download http://bigtheme.net/joomla Free Templates Joomla! 3
Home / ประชาสัมพันธ์ / จาก “กูเป็ง”ถึง “ผู้กำกับสายูตี” ตำรวจกับมาตรการทาง สังคมวัฒนธรรมชายแดนใต้

จาก “กูเป็ง”ถึง “ผู้กำกับสายูตี” ตำรวจกับมาตรการทาง สังคมวัฒนธรรมชายแดนใต้

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.uk
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัดและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน


วันสองวันนี้ (รับปีใหม่ 2564)เป็นข่าวดังในโลกโซเชี่ยลที่ พ.ต.อ.สายูตี กาเต๊ะ ผู้กำกับสภ.ยะหาร่วมมือกับผู้นำสี่ฝ่ายออกมาตรการทางสังคม จับคู่ชายหญิง ที่คบชู้ ผิดหลักการศาสนาอิสลาม ผิดหลักการวิถีวัฒนธรรมมุสลิมชายแดนภาคใต้ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ในโลกโซเชี่ยลมีทั้งชื่นชมและวิพากษ์วิจารณ์ (อ่านระเอียดเพิ่มเติมใน ฮุกมปากัต “ยุติธรรมทางเลือก” แนวคิดสภ.ยะหา ยะลา “ใครมีทางเลือกดีกว่า เสนอ โมเดล แก้ปัญหาได้”อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์/http://spmcnews.com/?p=36246)
ซึ่งความเป็นจริงมาตรการนี้ ได้เคยถูกนำมาใช้ในสมัยพลตำรวจตรีจำรูญ เด่นอุดม หรือกูเป็ง Arifin Binchikโดยท่านกรุณาถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านเฟสบุ๊คท่านว่า
“โครงการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดยะลา (เมื่อ 20 ปีก่อน)เป็นโครงการ คุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดยะลา อธิบายอย่างย่อ คือ ดำเนินโดยผู้ว่า (ท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา กรรมการอิสลามจังหวัดยะลา(โดยประธานหะยีสะมะแอ ฮารีฯ) 3.ตำรวจจังหวัดยะลา(จำรูญ เด่นอุดม) โดยความร่วมมือของสถาบันรชภัฏ โรงเรียนสอนศาสนาทุกโรงเรียนในยะลา ร่วมกันเป็นคณะทำงาน วิธีการ 1.จัดชุดตรวจตราในเมืองและนอกเมือง 2.อุสตาดจากรร.สอนศาสนาทำหน้าที่ดะวะห์(แนะนำตักเตือน)เมื่อพบเจอเด็กเยาวชนที่ประพฤติไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ 3 เยี่ยมเยียนหอพักนักศึกษาพร้อมด้วยอาจารย์จากราชภัฏ ถ้าอยู่ด้วยกันเป็นคู่โดยไม่แต่งงานจะแจ้งผู้ปกครองทั้ืงสองฝ่าย ไปพบกรรมการอิสลามฯ(อารจจะแต่งงานหรือไม่ก็เป้นความสมัครใจของผู้ปกครองทั้งสองฝ่าย).4.ตรวจตามผับ บาร์ สถานที่อบายมุข พบเด็กเยาวชนดื่มสุราหรือประพฤติไม่เหมาะสมจะนำตัวไปอบรม ณ สำนักงานตำรวจ แจ้งผู้ปกครองมารับกลับไป 5 ทำประวัติบันทึกเป็นหลักฐาน และนำเข้าประชุมหารือคณะทำงานทุกเดือน ประเทศไทยมีกฏหมายคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงนำมาใช้ แต่…มีปัญหากับนักสิทธิ์ พ่อค้า นักธุรกิจบันเทิง นักการเมือง ตำรวจผู้ใหญ่บางคน และ ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมบางคน ต่อต้าน เพราะเกิดผลกระทบประโยชน์ที่เคยได้รับ”

วันที่ 4 มกราคม 2564 พ.ต.อ.สายูตี กาเต๊ะ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรยะหา จ.ยะลา ได้สัมภาษณ์สื่อ หลังมีเรื่องดราม่าทางสื่อโซเชี่ยลพอสรุปได้ว่า “จริงๆ เรื่องนี้มีผู้ดำเนินการหลายฝ่าย แต่จุดที่จะทำให้มาร่วมทำฮูกมปากัต เริ่มจากผู้นำศาสนา ซึ่งผู้นำศาสนาคือผู้รับผิดชอบสังคมเกี่ยวกับหลักศาสนา ซึ่งในพื้นที่มีการทำผิดหลักศาสนาโดยส่วนมาก จนกระทั่งผ่านไปมีเหตุยิงกันที่ปั๊มน้ำมัน และเสียชีวิต 1 ราย มีเหตุรุมโทรมเด็กผู้หญิง มีเหตุอีกหลายเหตุในพื้นที่ ผู้นำศาสนาไม่กล้าออกตัวที่จะดำเนินการแก้ปัญหาที่จะจับกลุ่มวัยรุ่นที่มามั่วสุม เนื่องจากแต่ละคนพกปืนบ้าง พกมีดบ้าง ก็เลยประสานมาให้ตำรวจช่วย เราก็เลยร่วมด้วยช่วยกัน แล้วออกมาตรการเขียนเสือให้วัวกลัว ประกาศไปว่าตำรวจจะดำเนินการแล้ว ซึ่งจริงๆ ตั้งใจจะขึ้นไวนิลประชาสัมพันธ์ จะบอกว่าอย่ามามั่วสุมแถวนี้ ที่นี่เป็นเขตประกาศกฎฮูกมบากัต แต่ตอนนี้สื่อช่วยกันลง ช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้แล้วซึ่งหลังจากมาตรการนี้เผยแพร่ออกไป จากการตรวจสอบพบว่า ใน อ.ยะหา ตอนนี้เงียบเลย ไม่มีกลุ่มวัยรุ่นมามั่วสุ่ม ทุกคนมีความสบายใจ อิหม่ามสบายใจ ในพื้นที่ไม่มีการทำผิดประเวณี ผู้นำในพื้นที่ก็ไม่ต้องมารับบาป โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีการประกาศ ซึ่งตลอดที่ผ่านมาที่ได้ร่วมกันใช้ฮูกมบากัต สามารถจับได้ทุกคืน แต่ไม่เคยทำสถิติเกิน 100 เคส เมื่อจับได้ก็จะให้คณะกรรมการมัสยิดเรียกผู้ปกครองมารับฟัง มาพูดคุย พ่อแม่ก็จะบีบหูแล้วก็พากลับไป แล้วให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองกลับไปดูแลที่บ้าน จึงอยากจะบอกว่าตำรวจไม่เคยดำเนินคดีใดๆ แต่ใช้มาตรการเขียนเสือให้วัวกลัว ยังไม่มีการดำเนินคดีกับใคร เพราะไม่มีข้อกฎหมายให้ดำเนินการ ตำรวจ สภ.ยะหา ไม่เคยจับกุมใคร ไม่เคยละเมิดสิทธิใคร ไม่เคยหน่วงเหนี่ยวกักขังใคร และตำรวจไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิในการจับใครแต่งงานกับใคร ก็คิดว่าต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นสังคมก็จะไม่เรียบร้อย อาชญากรรมมันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องป้องกันป้องปรามอาชญากรรมในพื้นที่อยู่แล้ว…ตนเองก็เป็นมุสลิมที่มีหน้าที่ ร่วมรับผิดชอบกับเหตุในพื้นที่ ถ้าไม่ทำก็แสดงว่าเป็นคนหนึ่งที่จะต้องมารับบาปตรงนี้ด้วย ก็อยากให้กลุ่มเยาวชนวัยรุ่นหนุ่มสาวศึกษาในเรื่องของหลักศาสนา รู้จักคำว่าบาป รู้จักคำว่าอาคีเราะห์ (วันสิ้นโลก) เป็นยังไง เราต้องปฏิบัติตัวยังไง”
.
(ฟังคลิปสัมภาษณ์ฉบับเต็มใน

https://fb.watch/2P9kRvwQ9j/)
#ขอทำความเข้าใจ กรณี “ฮูกม ปากัต”
“มูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ” นักสื่อสารมวลชนมุสลิม และรองโฆษกพรรคประชาชาติ ให้ทัศนะว่า

.
“ฮูกม ปากัต” คือคำภาษามลายู แปลว่ากฎสังคม มันไม่ใช่หลักการศาสนา ไม่ใช่กฎหมายชารีอะห์ ไม่ใช่กฎหมายไทย ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และไม่จำเป็นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา

.
กฎสังคม คือข้อตกลงของผู้คนในชุมชนนั้นๆ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในสังคมตนเอง คล้ายกับกฎโรงเรียนที่บังคับใช้ในโรงเรียน หรือกฎนิติบุคคลที่บังคับใช้ในหมู่บ้านหรือคอนโด

.
ดังนั้น พี่น้องในบางชุมชนของอำเภอยะหา จังหวัดยะลา เขาเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม นั่นคือเด็กวัยรุ่นชาย-หญิงมั่วสุมกันมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมทางศีลธรรม คนในชุมชนเกือบทั้งหมดเป็นมุสลิม และเด็กวัยรุ่นที่เป็นปัญหาก็เป็นมุสลิม เขาจึงต้องการแก้ไขปัญหานี้ เพราะการมีเซ็กส์ก่อนสมรสสำหรับมุสลิมนั้นถือเป็นบาปใหญ่ เช่นเดียวกับการคบชู้ หรือมีชู้ในทางพุทธ

.
เมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในชุมชน ทุกคนก็ช่วยกันแก้ไข โดยร่วมมือกัน 4 ฝ่าย คือฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และคณะกรรมการมัสยิดในชุมชนนั้น มีความเห็นร่วมกัน ว่าควรแก้ไขด้วยการนำผู้ที่ประพฤติไม่เหมาะสมนั้น ให้มาเจรจาทำพิธีนิกะห์ หรือสมรสกันให้ถูกต้องตามหลักการศาสนา ก็เท่านั้นเอง เมื่อสมรสแล้ว จะมีเซ็กส์กันก็ไม่เป็นบาป นี่คือความดีงามที่ชุมชนแห่งนี้พยายามดูแลเด็กๆในสังคมตนเองด้วยความเป็นห่วง ซึ่งจะเป็นการป้องกันการท้องก่อนแต่ง ป้องกันการแพร่เอชไอวี ป้องกันโควิด ป้องกันปัญหาสังคมอื่นๆที่จะเกิดขึ้นตามมา

.
ประเด็นที่ให้เชิญผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมไปให้คณะกรรมการมัสยิดพิจารณาตามหลักการศาสนานั้น เนื่องจากศาสนาอิสลามมีพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต เป็นคัมภีร์ที่มีความสมบูรณ์ที่สุดครอบคลุมการใช้ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งได้บัญญัติว่า “ห้ามการซินา” หรือห้ามร่วมประเวณีกับบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรส และมีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืนด้วย แต่เนื่องจากประเทศไทยมิใช่ประเทศมุสลิมและมิได้ใช้กฎหมายอิสลาม ในกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงมิได้เขียนไว้เกี่ยวกับการร่วมประเวณี แต่เขียนไว้เกี่ยวกับ “ชู้” ซึ่งเป็นกฎหมายแพ่ง มิใช่กฎหมายอาญา แต่หากมองในมิติทางศาสนาพุทธ การคบชู้ถือเป็นการกระทำผิดศีลข้อ 3 แต่ในทางศาสนาพุทธมิได้กำหนดโทษต่อผู้ฝ่าฝืน เราจึงเห็นการคบกัน หรือร่วมหลับนอนกันได้ทั่วไปจนชินตา จนไม่รู้สึกว่านั่นคือการประพฤติผิดศีล เช่นเดียวกับการกินเหล้า ที่พุทธศาสนิกชนกินเหล้าโดยไม่รู้สึกผิดบาป เพราะการทำบาปบางอย่างมันไม่ผิดกฎหมาย แต่สำหรับมุสลิมนั้นหลักการศาสนาจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานถือเป็นธรรมนูญสูงสุดแห่งชีวิต ผู้ศรัทธาต่อพระเจ้าต้องศรัทธาต่อพระคัมภีร์ด้วย

.
ส่วนกรณีที่โปสเตอร์ระบุว่าตำรวจจะจับกุมนั้น ก็ต้องดูพฤติการณ์ ว่าเข้าข่ายกระทำอนาจารในที่สาธารณะหรือไม่ ในความเป็นจริงหากดูในพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ ตำรวจก็จับกุมผู้ที่กระทำอนาจารเป็นปกติอยู่แล้ว เช่น พวกมีเซ็กส์เอ้าดอริมหาด เมาแก้ผ้า หรือกลุ่มนิยมมีเซ็กส์ในที่สาธารณะ เหล่านี้คือการกระทำผิดกฎหมาย ฐานกระทำอนาจารในที่สาธารณะ ตำรวจมีอำนาจจับกุมตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

.
ดังนั้น สรุปว่า นี่เป็นเรื่องดี ที่ชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยในสังคมตนเอง แต่ผมตกใจและเศร้าใจมากว่าทำไมผู้คนถึงแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้? ทำไมถึงต่อต้านการรักษาคุณธรรมศีลธรรม แต่อ้างสิทธิเสรีภาพ? แม้เด็กเหล่านั้นเป็นเยาวชนมั่วเซ็กส์กันในที่สาธารณะก็ยังจะอ้างเสรีภาพหรอ?

.
สิทธิเสรีภาพไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถมีสัมพันธ์ทางเพศกับใครก็ได้ มันไม่ได้! พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะดูแลและปกป้องลูกตนเอง ไม่ให้มีพฤติกรรมเละเทะไม่เหมาะสม เหมือนเยาวชนไทยที่เห็นกันจนชินตาโซเชียลมีเดียทุกวันนี้

.
ผมจึงขอชื่นชมตำรวจ สภ.ยะหา ที่ทำหน้าที่พิทักษ์ความสันติของราษฎรได้อย่างดีเยี่ยม เพราะหากปล่อยให้วัยรุ่นกลุ่มนั้นกระทำไม่เหมาะสม มันจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอีกมากมาย ทั้งนี้ทุกฝ่ายอาจต้องทำงานหนักในด้านการให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้สังคมตระหนักและเข้าใจ และร่วมกันสอดส่องดูแลสังคมของเราให้อยู่ในศีลธรรมอันดีครับ …สิทธิเสรีภาพของมุสลิมต้องไม่ขัดต่อธรรมนูญอิสลาม”

About Oxegen

Check Also

แหล่งเที่ยว เสน่ห์ เขาพลายดำ ขนอม จ.นครศรีฯ ในช่วงโควิด

อุสตาซอับดุชชะก …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *