โดย: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ / รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

วิกฤตการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด ไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางกายภาพต่อบ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสายสัมพันธ์ทางสังคมและการบริหารจัดการยามฉุกเฉินอย่างหนักหน่วง หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนกลายเป็น “เกาะกลางเมือง” คือย่านรามคำแหง โดยเฉพาะบริเวณซอยรามคำแหง 53 และ 61 ซึ่งกลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญที่มีการระดมกำลังเข้าพื้นที่ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงโครงสร้างทางประชากร เครือข่ายภาคประชาชน และพลังแห่ง “พหุวัฒนธรรม” ที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวง
บทนำ: เมื่อวิกฤตคือบทพิสูจน์สายใยไร้พรมแดน
ย่านรามคำแหงรอบมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นแหล่งพำนักของนักศึกษาและพี่น้องจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงชาวมลายูพลัดถิ่นหลายแสนคนที่เข้ามาศึกษาและสร้างเศรษฐกิจ เมื่อเกิดน้ำท่วมขังสูงจนตัดขาดการเดินทาง ชุมชนเหล่านี้จึงเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนักในการหาซื้ออาหารและใช้ชีวิตประจำวัน ทว่า ในยามที่เมืองใหญ่เผชิญภัยพิบัติ สิ่งที่ช่วยพยุงผู้คนให้ก้าวผ่านความยากลำบากไปได้ดีที่สุด กลับไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่คือสายใยแห่งความเกื้อกูลและความเข้าใจที่ไร้พรมแดน
อธิบาย: เบื้องหลังความสำคัญและรากเหง้าแห่งน้ำใจ “หน้ารามฯ”
การช่วยเหลือที่เกิดขึ้น ณ จุดนี้มีความโดดเด่นและสะท้อนมิติทางสังคมที่ลึกซึ้งผ่านองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ครับ:
- ศูนย์กลางชุมชนคนชายแดนใต้และเครือข่ายท้องถิ่น: มีมัสยิดยามีอุลอิสลาม (รามคำแหง 53) และมินิพลาซ่า (รามคำแหง 59) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหรือฮับ (Hub) ในการระดมอาสาสมัคร จัดตั้งครัวกลาง และกระจายเสบียงอาหารได้อย่างรวดเร็ว โดยมีกลุ่มนักศึกษา (P.N.Y.S – Pattani, Narathiwat, Yala, and Satun) และกลุ่มไรเดอร์อาสาสมัครเป็นกำลังสำคัญ
- รากฐานจาก “ตาดีกา–ปอเนาะ”: เยาวชนชายแดนใต้จำนวนมากเติบโตมากับการเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียนและการศึกษาศาสนาในชุมชน สถานเกียรติเหล่านี้ไม่ได้สอนเพียงบทเรียนในตำรา แต่ยังปลูกฝังเรื่องการเคารพผู้ใหญ่ การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การแบ่งปัน และจิตวิญญาณอาสาสมัคร
- สังคมพหุวัฒนธรรมไร้พรมแดน: การช่วยเหลือที่เกิดขึ้นไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติหรือศาสนา คนไทยพุทธและมุสลิมต่างเกื้อกูลกัน ไม่ถามว่าคุณมาจากไหนหรือนับถืออะไร รู้เพียงแต่ว่าหากคนตรงหน้ากำลังเดือดร้อนและช่วยได้ ก็พร้อมยื่นมือเข้าช่วยทันที

ดร.ปกรณ์ ปรียากร ได้กล่าวแสดงความชื่นชมบรรดาลูกหลานชาวสี่จังหวัดภาคใต้ (PNYS) ที่ร่วมมือกันทำกิจกรรมด้วยเจตนารมณ์อันงดงาม ในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากด้วยจิตวิญญาณอาสาสมัครอันเป็นพื้นฐานทางจิตใจอันดีงาม ขอให้ความดีงามนี้คุ้มครองและอำนวยพรให้ทุกท่านประสบความสุขความเจริญ
สรุป: บทเรียนจากข้าวกล่องสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ภาพ “เด็กใต้หน้ารามฯ” ในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของการแจกข้าวกล่องบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าเท่านั้น แต่มันคือภาพสะท้อนของการเลี้ยงดู การศึกษา และวัฒนธรรมแห่งการแบ่งปันที่ติดตัวพวกเขามาจากบ้านเกิด
จากชายแดนใต้สู่กรุงเทพฯ สังคมได้เห็นประจักษ์แล้วว่า ในวันที่ใครสักคนกำลังลำบาก เราไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง… เราก็ช่วยกันได้ และนี่คือ พลังพหุวัฒนธรรมที่แท้จริง ซึ่งยึดโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกันอย่างยั่งยืน
3,765 total views, 2 views today

More Stories
เรื่องใหญ่ชายแดนใต้ ถ้าจริง? ถักร้อยวิกฤต “หากทุนยิวรุกคืบจริง?” จากศูนย์กลางอำนาจสู่ไฟใต้ และเดิมพันอธิปไตยไทย
ถอดรหัสวาทกรรม “ปาตานีไม่มีอยู่จริง”: การผสมผสานข้อเท็จจริงกับข้อมูลเท็จเพื่อสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อน และข้อเสนอ
ทำไม “ไทยพีบีเอส” ต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน: หลักประกันประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะชายแดนใต้