โดย: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ / รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
ในสถานการณ์ความมั่นคงและการสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หนึ่งในประเด็นที่มักถูกหยิบยกมาถกเถียงคือเรื่องของ “ภาษาและอัตลักษณ์” ล่าสุดได้มีการเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่าคำว่า “ปาตานี” (ลากเสียงยาว) เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ. 2565 โดยเชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการแบ่งแยกดินแดน
เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พบว่าข้อความดังกล่าวเป็นการ “นำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มาผสมปนเปกับข้อมูลเท็จด้านกรอบเวลา” จนทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพัฒนาการของปัญหา เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จึงสามารถจำแนกและวิเคราะห์ความจริงในแต่ละประเด็นได้ดังนี้
1. ความสับสนเรื่องกรอบเวลา: กำเนิดที่แท้จริงของคำว่า “ปาตานี”
- ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน: ระบุว่าคำว่า “ปาตานี” (สระเสียงยาว) เพิ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2565
- ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: คำว่า “ปาตานี” ที่ออกเสียงสระเสียงยาวถูกประดิษฐ์และเริ่มใช้ในแวดวงวิชาการท้องถิ่นตั้งแต่ พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา เพื่อใช้จำแนกบริบททางประวัติศาสตร์หรือวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม
- บริบทของปี พ.ศ. 2565: แท้จริงแล้วปีดังกล่าวไม่ใช่ปีที่คำนี้ “ถือกำเนิด” แต่เป็น จุดพลิกผันทางการทูต ในเวทีเจรจาสันติสุข เมื่อขบวนการ BRN ได้นำวาทกรรมนี้มายื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการผ่านคำว่า “Patani Community” (ชุมชนปาตานี) ในเอกสารภาษาอังกฤษ เพื่อลดทอนความรุนแรงและหลอกล่อให้ตัวแทนรัฐไทยยอมรับ แต่ในทางกลับกัน ภาษาที่พวกเขาใช้สื่อสารเพื่อปลุกระดมมวลชนในพื้นที่กลับใช้คำว่า “Bangsa Patani” ซึ่งมีความหมายถึงประชาชาติหรือรัฐชาติที่มีอำนาจอธิปไตย
2. มิติด้านภาษาศาสตร์: การออกเสียงตามหลักท้องถิ่น
- ข้อสังเกตทางภาษา: ตามกฎของภาษามลายูปัตตานี (สำเนียงตานิง กาแต) คำที่สะกดด้วยอักษรโรมันว่า “Patani” และลงท้ายด้วยสระอา จะออกเสียงเป็นเสียงสระ “ออ” การอ่านออกเสียงแบบไทยว่า “ปา-ตา-นี” จึงไม่ใช่สำเนียงดั้งเดิมตามธรรมชาติ แต่เป็นรูปแบบการออกเสียงในยุคหลังเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะทางวาทกรรม
- ประวัติศาสตร์การปกครอง: ในเอกสารทางประวัติศาสตร์และราชสำนักสยาม รวมถึงหลักฐานของราชการส่วนกลางและในพื้นที่มาแต่ดั้งเดิม ล้วนปรากฏการบันทึก สะกด และออกเสียงด้วยคำว่า “ปัตตานี” หรือ “ปตานี” ซึ่งเป็นสระเสียงสั้นมาโดยตลอดตามระบบอักขระวิธีของไทย
มุมมองวิชาการ: เปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์เพื่อสร้างสังคมสมานมิตร
จากเวทีเสวนา “สานเสวนาประวัติศาสตร์เพื่อสังคมสมานมิตร” (จัดโดยสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, คณะวิทยาการอิสลาม ม.อ.ปัตตานี, มมร.วิทยาลัยสงฆ์ปัตตานี และ The Active) ได้สะท้อนมุมมองที่สำคัญว่า ประวัติศาสตร์ชายแดนใต้มี “หลายชุดความจริง” เป็นพื้นที่ทับซ้อนของการตีความระหว่างประวัติศาสตร์กระแสหลักของรัฐกับประวัติศาสตร์ชาตินิยมมลายูปาตานี
- ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล นักประวัติศาสตร์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าไม่มีประวัติศาสตร์ฉบับใดที่ถูกต้องสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ศึกษาต้องเปิดใจยอมรับว่าประวัติศาสตร์มองได้หลายมุมมอง และการตีความที่แตกต่างกันไม่ควรนำไปสู่การตัดขาดการพูดคุย
- นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธาน กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพฯ สะท้อนว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ต้องไม่กำหนดห้ามศึกษาเนื้อหาแบบนั้นแบบนี้ แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยน วิเคราะห์ คิดวิเคราะห์อย่างเข้าใจ และเคารพอัตลักษณ์ซึ่งกันและกัน
ทางออกเชิงโครงสร้าง: การกระจายอำนาจทางการศึกษาเพื่อสันติภาพ
การแก้ปัญหาความขัดแย้งและหลุดพ้นจากวังวนของความเข้าใจที่บิดเบือน จำเป็นต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบการศึกษา โดยมีข้อเสนอสำคัญดังนี้:
- การเปิดพื้นที่ออกแบบหลักสูตรท้องถิ่น: ใช้ช่องทางตาม พ.ร.บ.การศึกษา ที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ชาติควบคู่กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่
- การกระจายอำนาจทางการศึกษาที่แท้จริง: หัวใจสำคัญคือการกระจายทั้งอำนาจการบริหารจัดการ บุคลากร และงบประมาณ ให้สถานศึกษาและชุมชนสามารถร่วมกันออกแบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ ซึ่งจะนำไปสู่พื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาและเป็นรากฐานสำคัญของการกระจายอำนาจการปกครองต่อไปในอนาคต
ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐสภา
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 คณะทำงานโครงการสานเสวนาประวัติศาสตร์ชายแดนใต้ ได้เข้ายื่นเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพฯ โดยมีข้อเสนอ 4 ข้อหลัก ดังนี้:
- กมธ. จัดกิจกรรมสานเสวนาประวัติศาสตร์ในทุกพื้นที่ เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความทุกข์ เยียวยาความเจ็บปวด คืนความยุติธรรม และยอมรับความจริงร่วมกัน
- ศอ.บต. จัดทำรายวิชา/กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ “ประวัติศาสตร์สมานมิตร” สำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
- กระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนการจัดพิมพ์เนื้อหาประวัติศาสตร์สมานมิตร เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในรายวิชาประวัติศาสตร์ทุกระดับชั้น
- สถานศึกษาออกแบบการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติและท้องถิ่นร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการจัดความสัมพันธ์ที่ดี ยอมรับความต่าง เคารพความเห็น และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างกัน
บทสรุปเชิงเหตุผล
การถกเถียงเรื่อง “ปาตานีไม่มีอยู่จริง” สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังต้องเผชิญกับชุดข้อมูลที่ผสมผสานระหว่างข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ภาษา และวาทกรรมทางการเมือง การรู้เท่าทันข่าวบิดเบือนจึงไม่ใช่เพียงแค่การจับผิดไทม์ไลน์หรือตัวสะกด แต่คือการ “เปิดพื้นที่พูดคุยทางวิชาการอย่างปลอดภัย” ยอมรับความหลากหลายทางอัตลักษณ์ และใช้การศึกษาประวัติศาสตร์เป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจ บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติสุขและยั่งยืน
หมายเหตุ อ่านเนื้อหาประกอบ
(4 มี.ค. 2567 / เรียบเรียงโดย อับดุลสุโก ดินอะ)ใน
https://www.tcijthai.com/news/2024/4/article/13590
และ
https://www.facebook.com/share/p/1K1CX9p1Ly/?mibextid=wwXIfr
#ชายแดนใต้ #ประวัติศาสตร์ปาตานี #สันติภาพชายแดนใต้ #การศึกษาเพื่อสันติภาพ #ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม
3,777 total views, 4 views today

More Stories
เรื่องใหญ่ชายแดนใต้ ถ้าจริง? ถักร้อยวิกฤต “หากทุนยิวรุกคืบจริง?” จากศูนย์กลางอำนาจสู่ไฟใต้ และเดิมพันอธิปไตยไทย
พลังพหุวัฒนธรรมกลางวิกฤตน้ำท่วม กทม.: ภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าชื่นชมของเด็กชายแดนใต้
ทำไม “ไทยพีบีเอส” ต้องเป็นอิสระจากรัฐและทุน: หลักประกันประชาธิปไตยและสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะชายแดนใต้