อุตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้/รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

การขับเคลื่อนสังคมและพัฒนาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นโจทย์ท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ล่าสุดจากงานระดมทุนการกุศล (วากัฟ) “ธารน้ำใจสู่สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้” ณ บ้านหัวนา ต.ทุ่งคล้า อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อ 27 กันยายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือครั้งสำคัญ ทั้งจากมุมมองของพรรคการเมืองอย่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และคณะทำงานจาก พรรคกล้าธรรม นำโดย นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย สส. ในพื้นที่ ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่และสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการศึกษาปอเนาะและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างรอบด้าน
ภาพสะท้อนจากงานวากัฟปัตตานี
งานบุญการกุศลในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อระดมทุน 7,000,000 บาท สำหรับชำระค่าที่ดินและก่อสร้างอาคารสำนักงานสมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ณ บ้านหัวนา ซึ่งเป็นพื้นที่พหุวัฒนธรรมอันอบอุ่นที่มีชาวพุทธและมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว
ในงานดังกล่าว บุคลากรทางการเมืองได้ร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ:เช่น
- พรรคประชาชาติ (โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง): ได้สะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของ “คนใต้พลัดถิ่น” กว่า 3 แสนชีวิตย่านหลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ ที่ประสบภัยน้ำท่วมจนติดเกาะ พร้อมทั้งผลักดันประเด็นเชิงโครงสร้างการศึกษา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกเกณฑ์ “ป.บัณฑิต” ที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดสถาบันปอเนาะ และให้ความสำคัญกับการรับรองจากผู้นำศาสนา เลิกใช้วิธีคิดแบบราชการเป็นศูนย์กลาง
- พรรคกล้าธรรม (โดย นายนัจมุดดีน อูมา, สส.ยูนัยดี วาบา และ สส.ลุตฟี หะยีอีแต): ได้ร่วมสนับสนุนทุนวากัฟ พร้อมลงพื้นที่พบปะเครือข่ายครูตาดีกาในนราธิวาส เพื่อส่งเสริมโภชนาการ สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาเยาวชนในระดับฐานราก และขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
มองการศึกษาวิถีอิสลามให้พ้นกรอบความมั่นคง: ยกระดับปอเนาะสู่ศูนย์กลางปราชญ์และ Soft Power แห่งอาเซียน
การทำความเข้าใจสถาบันศึกษา “ปอเนาะ” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องก้าวข้าม “กรอบความคิดด้านความมั่นคง” ที่มักมองสถาบันทางศาสนาด้วยความระแวงสงสัย หรือเชื่อมโยงไปในทางลบ ดังที่เคยปรากฏเป็นประเด็นความขัดแย้งเชิงการสื่อสารจากภาพจำของรัฐ แท้จริงแล้ว หากมองผ่านประวัติศาสตร์ รากเหง้า และศักยภาพที่แท้จริง ปอเนาะคือ “ตักศิลาแห่งโลกมลายู” และเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนภูมิภาค
1. ถอดรหัสอัตลักษณ์: เมื่อปอเนาะคือศูนย์กลางปราชญ์และตำราอิสลามศึกษา (Kitab Jawi)
ในอดีต พื้นที่ปาตานีหรือชายแดนใต้ปัจจุบันได้รับการยกย่องว่าเป็น “ระเบียงแห่งมักกะห์” และเป็นศูนย์กลางวิชาการอิสลามที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความโดดเด่นที่สำคัญประกอบด้วย:
- มรดกตำรา Kitab Jawi: เป็นแหล่งกำเนิดของปราชญ์อิสลามผู้ยิ่งใหญ่ เช่น เชคดาวุด อัลฟาฏอนี และเชคอะห์มัด อัลฟาฏอนี ผู้เขียนตำราศาสนาภาษามลายูอักษรยาวี ซึ่งยังคงถูกนำไปใช้เรียนการสอนอย่างแพร่หลายในปอเนาะทั่วทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย กัมพูชา และบรูไน
- แม่เหล็กดึงดูดการศึกษาข้ามพรมแดน: ด้วยความลุ่มลึกของหลักศาสนาขั้นสูง ทำให้ปอเนาะในชายแดนใต้ดึงดูดนักเรียนมุสลิมจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ให้เดินทางมาศึกษาเล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง
2. โมเดลการศึกษาทางเลือกและการพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน
จุดเด่นที่ทำให้ระบบปอเนาะมีความยืดหยุ่นสูงและแตกต่างจากระบบการศึกษาทั่วไป ได้แก่:
- การศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Learning): ระบบดั้งเดิมไม่จำกัดอายุ เพศ หรือระยะเวลาเรียน ผู้เรียน (โต๊ะปาเก) สามารถศึกษาและขัดเกลาจิตวิญญาณได้ตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงวัยชรา
- โครงสร้างพึ่งพาตนเองและสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น: ขับเคลื่อนด้วยความศรัทธาและความผูกพันระหว่าง “โต๊ะครู” (ผู้นำทางจิตวิญญาณ) กับชุมชน ผ่านการสร้างกระท่อมที่พัก (ปอเนาะ) รอบบ้านโต๊ะครู ฝึกฝนการใช้ชีวิตเรียบง่ายและเกื้อกูลกัน
3. การปรับตัวสู่โลกสมัยใหม่: บูรณาการ “สองโลก” อย่างลงตัว
เพื่อก้าวให้ทันโลกยุคใหม่ ปอเนาะจำนวนมากได้ปรับตัวครั้งใหญ่ผ่านแนวทางต่างๆ ได้แก่:
- หลักสูตรควบคู่ (Dual System): พัฒนาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือร่วมมือกับหน่วยงานรัฐในการจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานวิชาศาสนา สามัญ และวิชาชีพ ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถด้านพหุภาษา (ไทย มลายู อาหรับ อังกฤษ)
- บทบาทสนับสนุนจาก สกร. (สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้): ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเติมเต็มการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษาที่รัฐรับรอง และทักษะดิจิทัล-อาชีพ ให้แก่ผู้เรียนปอเนาะ โดยไม่ทำลายอัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรมดั้งเดิม
อภิปรายและสรุป: เปลี่ยนมุมมองรัฐ สู่การหนุนเสริม Soft Power แห่งอาเซียน
กองทุนวากัฟและการศึกษาชายแดนใต้ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อสร้างอาคารสำนักงานหรือช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤตเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมศรัทธา การศึกษา และความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่
การพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากภาครัฐยังคงมองสถาบัน “ปอเนาะ” เป็นเพียงแหล่งบ่มเพาะความเสี่ยง แทนที่จะมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงในฐานะ “มรดกทางปัญญาและจิตวิญญาณ” ของคนในพื้นที่ การที่ทุกฝ่าย ทั้งภาคประชาสังคม ผู้นำศาสนา และพรรคการเมืองอย่างพรรคประชาชาติและพรรคกล้าธรรม หันมาร่วมมือกันผลักดันการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของคนในพื้นที่ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐปลดล็อกระเบียบที่เป็นอุปสรรค เปลี่ยนมุมมองจากการควบคุมมาเป็นการ “ยอมรับ ส่งเสริม และภาคภูมิใจ” จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของเยาวชนชายแดนใต้ ยกระดับสถาบันปอเนาะสู่การเป็น Soft Power ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมอิสลามระดับภูมิภาคอาเซียน และเปลี่ยนภาพลักษณ์จากพื้นที่แห่งความขัดแย้ง ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป
433 total views, 2 views today

More Stories
พลังพหุวัฒนธรรมกลางวิกฤตน้ำท่วม กทม.: เหตุใดพรรคประชาชาติจึงเลือก “รามคำแหง 53 และ 61” เป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือ
รายงานพิเศษ: ทำไมต้องใช้วิชาการ “สันติศึกษา” เพื่อสร้างสันติภาพทั้งโลกนี้ ประเทศไทย และชายแดนใต้?
สันติภาพชายแดนใต้:”Political Will จะเกิดจากผู้มีอำนาจ (รัฐบาลอนุทินฯ)ก็ต่อเมื่อพลังขับเคลื่อนมาจากภาคประชาชนในพื้นที่”